นวัตกรรมใหม่สำหรับการผลิต Checking Fixture

by admin

Stratasys 3D Printer for Tooling Application

TS Tech Co., Ltd, เป็นบริษัทผู้ผลิตชิ้นส่วนและอุปกรณ์ภายในรถยนต์ที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 6 ของโลก โดยมีโรงงานกระจายอยู่ใน 13 ประเทศทั่วโลก มียอดขายประมาณ 3.6 พันล้านเหรียญสหรัฐ และถือเป็นผู้นำอันดับหนึ่งสำหรับผู้ผลิตเบาะรถยนต์ให้กับรถยนต์ชั้นนำต่างๆ ทั่วโลก

ทีมวิศวกรของ TS Tech มีการคิดค้น และพัฒนาอยู่ตลอดเวลาที่จะหาเครื่องมือใหม่ๆ มาใช้ในการตรวจวัดชิ้นงานหลังการผลิต หนึ่งในนั้น คือ คุณ Stephen Mollett วิศวกรด้านงาน Tooling Design งานในความรับผิดชอบของเขา คือ การสร้าง Jig and Fixture สำหรับใช้ในการตรวจวัด Seat Frame ซึ่งให้ความสนใจเป็นพิเศษในการพัฒนากระบวนการผลิต Tooling จากวัสดุอลูมิเนียม CNC เพื่อใช้ทำ Check and Fixture สำหรับตรวจสอบ Back Seat Hinge ด้วยความที่เขาเคยมีประสบการณ์เกี่ยวกับเครื่องพิมพ์ 3 มิติ (3D Printer) รวมถึงมีประสบการณ์ในการประยุกต์การใช้งานมาก่อน เขาจึงเข้าใจและมองเห็นความเป็นไปได้ในการพัฒนางานในส่วนนี้

บริษัท TS Tech ได้มีการนำเครื่อง 3D Printer ที่ใช้เทคโนโลยี FDM ของ Stratasys มาติดตั้ง เพื่อใช้สำหรับผลิตชิ้นงานต้นแบบที่เป็น Prototype ให้ลูกค้า แล้วจึงมองหาความเป็นไปได้ในการเพิ่มความคุ้มค่าในการใช้ประโยชน์จากเครื่องตัวนี้ในสายงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งนั่นก็คือ แผนก Tooling Design นั่นเอง

ด้วยความร่วมมือภายในของ TS Tech ที่แผนกผลิต Stamping Process ได้มีการนำ Check and fixture ไปทดลองใช้ในไลน์ผลิต โดยใช้ในส่วนของการตรวจวัด Seat Frame และอุปกรณ์ชิ้นส่วนอื่นๆ ในการผลิตเบาะรถยนต์ การใช้งาน Check and Fixture นี้ ผู้ใช้งานสามารถตรวจสอบชิ้นส่วนที่ผลิตออกมา ทั้งการตรวจดูด้วยสายตา, ด้านความสวยงามของงาน, ลักษณะกลไกการทำงาน, คุณภาพงาน, ตำแหน่งรูและความลึก รวมถึง ความหนาของชิ้นส่วน ด้วยการทำงานของ Check and Fixture ที่จะต้องทำการตรวจวัดคุณภาพของงานทั้งหมดที่ผ่านการขึ้นรูปมานั้น โดยเฉลี่ยอายุของเครื่องมือตัวหนึ่งอาจจะอยู่ราวๆ 42,00 ชิ้น ตลอดอายุการใช้งาน

แบบเดิมที่ผลิตด้วยอลูมิเนียม CNC                                 แบบใหม่ที่ผลิตด้วย 3D Printer ด้วยวัสดุพลาสติก ABS

การสร้าง Check and Fixture และ Tooling ที่มีน้ำหนักเบาขึ้น

โดยปกติ Check and Fixture ทั่วไปจะมีน้ำหนักมาก เพราะผลิตมาจากอลูมิเนียม หรือวัสดุอื่นๆ ที่ผ่านการ CNC ออกมา และเก็บรักษาอยู่ในสโตร์ของโรงงานเอง โดยพนักงานจะต้องไปขนและยกมันออกมาใช้ โดยอาจวางลงบนรถเข็นขนาดเล็กเพื่อเคลื่อนย้ายไปยังพื้นที่ทำงาน เช่น ในหน้าเครื่อง Press เพื่อทำการตรวจเช็คชิ้นงานที่ผลิต

หลังการนำเครื่อง 3D Printer มาใช้ในการสร้าง Check and Fixture พบว่าชิ้นงานที่ได้ สามารถทดแทนวัตถุดิบเดิม เช่น อลูมิเนียมก้อนที่ต้องทำการ CNC เป็นรูปทรงตามแบบ หลังที่จากติดตั้งชุด Clamp เพื่อยึดในการประกอบ รวมถึงอุปกรณ์ในการตรวจวัดต่างๆ เช่น Check Pin ในการวัดขนาดรู ซึ่งพบว่าน้ำหนักลดลงไปเหลือประมาณ 2 กิโลกรัม จากก่อนหน้านี้ถ้าใช้อลูมิเนียมจะมีน้ำหนักประมาณ 20 กิโลกรัม นี่คือ ประโยชนในด้านการลดน้ำหนักของ Check and Fixture

ก่อนหน้านี้เราได้เคยลองใช้โพลียูรีเทนก้อน (Polyurethane) มาทำการ Machine ด้วยเครื่อง CNC เพื่อสร้างเป็น Jig แบบง่ายๆ ที่เรียกว่า Rapid Tooling สำหรับใช้ตรวจเช็คขนาดของชิ้นงาน ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เรากำลังรอ Check and Fixture ตัวจริงที่กำลังผลิตอยู่ แต่พอเรามี 3D Printer เราก็สามารถสร้างมันขึ้นมาได้อย่างรวดเร็ว และใช้มันจริงๆ ได้เลย ซึ่งจะพบว่า คุณสามารถลดเวลาในการทำงาน และลดต้นทุนลงไปได้อย่างมากเลยทีเดียว

แสดงเฉพาะชิ้นส่วนที่ผลิตด้วย 3D Printer เท่านั้น                แบบสำเร็จที่มีผสมกันระหว่าง 3D Printer ชิ้นส่วที่เป็นโลหะเข้าด้วยกัน

 

จากกรณีของ TS Tech เราจะพบว่า ในการสร้าง Jig and Fixture สำหรับใช้ในกระบวนการผลิตนั้น 3D Printer สามารถช่วยลดต้นทุนได้ถึง 69% เมื่อเทียบกับการสร้าง Tooling แบบเดิม โดยใช้การ CNC Machine ซึ่งนี่ถือเป็นอีกหนึ่งทางเลือกใหม่ สำหรับเข้ามาช่วยในการผลิตที่ทั้งรวดเร็ว ง่ายดาย แถมยังช่วยประหยัดต้นทุนลงได้อีกด้วย ที่สำคัญ ตั้งแต่ขั้นตอนการออกแบบ ไปจนผลิตออกมาเป็นชิ้นงาน Tooling สามารถทำได้ด้วยคนเพียงคนเดียว

หากสนใจในเทคโนโลยีทางเลือกใหม่ เพื่อช่วยให้การพัฒนาการออกแบบสร้าง Jig & Fixture และเครื่องมือเฉพาะด้าน สามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้โดยตรงที่ บริษัท แอพพลิแคด จำกัด ตัวแทนจำหน่าย Stratasys 3D Printer โทร.  02-744-9045 หรือ http://www.applicadthai.com/3d-printer/

ที่มา: TS-Tech Case Study https://c0ad508c5f655ba06fb4be46-glnve5f1lhlho.netdna-ssl.com/wp-content/uploads/2017/03/TS-Tech_Case-Study.pdf

ที่มา: http://www.applicadthai.com

บทความ: สุชนม์ โพธิ์พริก

ตามมาดูการพิมพ์ 3 มิติ ลดระยะเวลาการผลิต Jig & Fixture ลงถึง 75%

by admin

SOLAXIS INGENIOUS MANUFACTURING, INC.

GROWING A DESIGN, TOOLING, AND MANUFACTURING

COMPANY WITH SOLIDWORKS AND STRATASYS SOLUTIONS

 

Solaxis Ingenious Manufacturing, Inc. เป็นบริษัทที่เชี่ยวชาญด้านการพิมพ์ 3 มิติ, งานสแกน 3 มิติ, การสร้างต้นแบบ, Jig Fixture และTooling ซึ่ง Solaxis ได้เติบโตขึ้นเป็นหนึ่งในบริษัทผู้ผลิตรายใหญ่ในประเทศแคนนา ความสำเร็จดังกล่าวเกิดจากการนำเอาเทคโนโลยีทั้งทางด้านซอฟต์แวร์ช่วยในการออกแบบ (SolidWorks), และ Stratasys 3D Printer เข้ามาประสานกันได้อย่างยอดเยี่ยม

ด้วยโซลูชันของ SolidWorks และ Stratasys จึงทำให้ Solaxis สามารถผลิต Jig & Fixture และเครื่องมือเฉพาะด้านที่ช่วยในการผลิตได้รวดเร็วขึ้น วิธีการออกแบบและพัฒนา Jig & Fixture โดยทั่วไปสามารถทำได้ในระยะเวลาตั้งแต่ 12 – 14 สัปดาห์ แต่ในปัจจุบัน Solaxis สามารถจัดการทั้งหมดตั้งแต่การออกแบบจนถึงผลิต Jig & Fixture โดยใช้ซอฟต์แวร์ SolidWorks และ Stratasys  3D Printing ซึ่งใช้เวลาเพียง 3 สัปดาห์ เท่านั้น ทำให้สามารถลดระยะเวลาในการผลิต Jig & Fixture ลงถึง 75% เมื่อเทียบกันกับเทคนิคแบบดั้งเดิม

นอกเหนือจากที่เทคโนโลยีนี้ช่วยให้การพัฒนาการออกแบบสร้าง Jig & Fixture และเครื่องมือเฉพาะด้านแล้ว โซลูชันของ SolidWorks และ Stratasys 3D Printing ยังทำให้ Solaxis สามารถนำเสนอแนวทางการเพิ่มประสิทธิภาพและความปลอดภัยในการทำงานให้กับทางลูกค้าด้วย ยกตัวอย่างเช่น ในการพัฒนา Jig สำหรับกระบวนการผลิตยานยนต์ที่มีขนาด 36*24 นิ้ว Solaxis สามารถลดน้ำหนังของ Jig จาก 68 กิโลกรัม ให้เหลือเพียงประมาณ 12.7 กิโลกรัมเท่านั้น หลังจากการพัฒนาในครั้งนี้ไม่เพียงแต่ลดระยะเวลาและเพิ่มปลอดภัยต่อการใช้งานเท่านั้น แต่ยังช่วยเพิ่มกำลังการผลิตขึ้นอีก 15 % อีกด้วยเช่นกัน

 

Solaxis คาดว่าจะได้รับประโยชน์เพิ่มเติมในอนาคตด้วยการผสมผสานกันระหว่าง Finite Element Analysis (FEA) Simulation ของซอฟต์แวร์ SolidWorks กับ 3D Printer ของ Stratasys ซึ่งนั้นคือ การวางแผนเกี่ยวกับการผลิตชิ้นงาน 3 มิติ โดยใช้ FEA มาตรวจสอบประสิทธิภาพ และเพื่อเพิ่มอายุการใช้งานของ Jig & Fixture และเครื่องมือต่างๆ จากการออกแบบและการพัฒนาในอนาคตต่อไป

หากสนใจในเทคโนโลยีเพื่อช่วยให้การพัฒนาการออกแบบสร้าง Jig & Fixture และเครื่องมือเฉพาะด้านแล้วสามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้โดยตรงที่ บริษัท แอพพลิแคด จำกัด โทร.  02-744-9045 หรือ http://www.applicadthai.com/3d-printer/contact/

บทความ: ศักดิณรงค์ ช่วยนุกูล 3DP

ที่มา: http://www.applicadthai.com

แนะนำ 3D Scanner รุ่นใหม่ Artec 3D Leo: Smart Device All In One

by admin

บริษัท Artec 3D  ผู้พัฒนาและผู้ผลิต 3D Scanner และซอฟต์แวร์สำหรับงาน 3D Scan ชั้นนำของโลก ได้ทำการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ล่าสุดในชื่อ Artec 3D Leo ซึ่งเป็น Scanner รุ่นแรกของบริษัทที่เรียกว่าเป็น Smart Device All In One โดยเป็นเครื่องสแกนเนอร์ 3 มิติแบบมือถือ ง่ายในการใช้งาน สามารถเก็บข้อมูลได้เร็วที่สุดขอผลิตภัณฑ์ของ Artec3D เวลานี้ โดยสามารถเก็บได้สูงสุดถึง 80 เฟรมต่อวินาที

ผลิตภัณฑ์รุ่นใหม่ของ Artec 3D สามารถสแกนข้อมูล ประมวลผลและเก็บไว้ในตัวเครื่องสแกนแบบ Portable 3D Scanner  นี้ได้เลย โดยไม่ต้องต่อเข้ากับเครื่องคอมพิวเตอร์ โดย Artec3D Leo มาพร้อมกับหน้าจอ Multi-Touch และ Half HD Screen โดยที่ในระหว่างทำการสแกนชิ้นงานนั้นสามารถมองผ่านหน้าจอนี้ ข้อมูลที่สแกนเข้ามานั้นสามารถเห็นทั้งในส่วนของรูปทรงที่เก็บเข้ามา และภาพสีแบบ Full Color ในเวลาเดียวกัน โดยเครื่องสแกนใช้แหล่งพลังงานจากแบตเตอร์รี่ภายในตัว นอกจากนี้ยังมีด้ามจับที่ออกแบบมาให้กระชับมือ เพื่อเพิ่มความสะดวกในการใช้งาน ทั้งยังรองรับการเชื่อมต่อข้อมูลแบบ Wireless เพื่อลดข้อจำกัดต่างๆ ในกรณีการทำงานในพื้นที่ที่แตกต่างกันไป

 

 

ด้วยความสามารถของเครื่องที่สามารถเก็บข้อมูลของพื้นที่ที่มีขนาดใหญ่ขึ้น (FOV: Field Of View) และการประมวลผลที่ 80 เฟรมต่อวินาที ทำให้สามารถสแกนวัตถุที่มีขนาดใหญ่มากขึ้นได้ และในเวลาเดียวกันผู้ใช้งานสามารถซูมเข้าไปในพื้นที่ใกล้ๆ เพื่อเก็บหรือเน้นเฉพาะบริเวณที่ต้องการของชิ้นงานได้มากขึ้น โดยในส่วนของค่าความแม่นยำของ 3D Pointอยู่ที่ 0.1 mm ด้วยความสามารถนี้ทำให้ Artec3D Leo เหมาะที่จะสแกนข้อมูลงานได้ทั้งแบบรูปทรงที่มีขนาดใหญ่ เช่น รถยนต์ ไปจนถึงชิ้นส่วนเครื่องจักรกลขนาดเล็กได้

 

 

เครื่องสแกนรุ่นใหม่ใช้ชิปประมวลผล NVIDIA® Jetson™ ทำให้ทำงานด้วยประสิทธิภาพสูงมากขึ้น มีความสามารถในการเก็บข้อมูลวัตถุขนาดใหญ่มากขึ้น การประมวลผลแบบ On Board นอกจากนี้เครื่องสแกนเนอร์ยังมาพร้อมระบบเซ็นเซอร์ 9 degrees of freedom (DoF) ซึ่งประกอบด้วย Accelerometer, Gyro และ Compass เพื่อตรวจจับข้อมูลเกี่ยวกับตำแหน่งและสภาพการทำงาน ทั้งหมดนี้ เพื่อให้อุปกรณ์เข้าใจความแตกต่างระหว่างวัตถุที่สแกน ความแตกต่างระหว่างพื้นผิวที่อยู่ด้านหลังวัตถุ เช่น กำแพง หรืออื่นๆ เพื่อที่สามารถทำการลบข้อมูลที่ไม่เกี่ยวข้อออกแบบอัตโนมัติหลังจากที่ประมวลผลข้อมูลในท้ายที่สุด

ทั้งนี้ในระหว่างสแกนชิ้นงานที่หน้าจอของ Artec 3D Leo ยังสามารถสตรีมข้อมูลไปยังอุปกรณ์อื่น เช่น คอมพิวเตอร์หรือ Notebook ซึ่งความสามารถนี้ช่วยให้ผู้ทำงานสามารถดูข้อมูลการสแกนผ่านหน้าจอขนาดใหญ่ได้อีกด้วย เพื่อความสะดวกและง่ายในการทำงาน อีกทั้งในส่วนของการเก็บข้อมูลภายในเครื่องสแกนเนอร์ยังติดตั้งฮาร์ดดิสก์แบบ Solid State ที่ความจุ 256 กิกะไบต์ ในการเก็บข้อมูล ทั้งยังรองรับ Micro SD Card สำหรับเพิ่มความจุให้กับเครื่องสแกนเนอร์ได้ด้วย นอกจากนี้ยังสามารถใช้แบตเตอรี่เสริมเพื่อการทำงานที่ยาวนานมากขึ้นในพื้นที่ที่ไม่มีแหล่งจ่ายไฟ และเมื่อการสแกนข้อมูลทุกอย่างเสร็จสิ้นสามารถส่งข้อมูลทั้งหมดไปที่คอมพิวเตอร์ผ่านระบบ Wi-Fi หรือ Cloud.

เกี่ยวกับบริษัท Artec 3D (อาร์เทค)

Artec 3D เป็นบริษัทนานาชาติ โดยมีสำนักงานใหญ่อยู่ที่ประเทศลักเซมเบิร์ก รับทุนสนับสนุนจากสหรัฐอเมริกาและรัสเซีย Artec 3D เป็นผู้พัฒนาผลิตภัณฑ์ที่เป็นนวัตกรรมด้านการเก็บข้อมูล 3 มิติ ต่างๆ เช่น Scanner และซอฟต์แวร์ที่เกี่ยวข้อง โดย Artec 3D มีทีมผู้เชี่ยวชาญมืออาชีพในการพัฒนาอุปกรณ์เก็บข้อมูล และประมวลผลพื้นผิว 3 มิติ ผลิตภัณฑ์ของ Artec3D ใช้ในหลายๆ อุตสาหกรรม เช่น งานวิศวกรรมการแพทย์, งานออกแบบ, Entertainment, แฟชั่นดีไซน์, งานโบราณวัตถุ, งานเกี่ยวกับระบบรักษาความปลอดภัย และอื่นๆ อีกมากมาย สนใจติดต่อและรับชมสาธิตการใช้งานของเครื่องสแกน 3 มิติ ได้โดยตรงที่ บริษัท แอพพลิแคดจำกัด ผู้แทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการ หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ โทร.  02-744-9045 หรือ http://www.applicadthai.com/artec/contact/

ที่มา: https://www.artec3d.com/news/artec-leo-released , http://www.applicadthai.com

บทความ: สุชนม์ โพธิ์พริก 3DP

The Stratasys F123 Series ครบเครื่องทุกการใช้งานด้าน 3D Printing

by admin

 

เครื่อง 3D Printer ยุคใหม่ที่ถูกออกแบบมาให้เหมาะกับผู้ใช้งานในออฟฟิศ ซึ่ง F123 Series นี้ได้นำสุดยอดเทคโนโลยีอย่าง FDM มารวมกับตัวช่วยอย่างซอฟต์แวร์ GrabCAD Print ทำให้เกิด Solution ที่ทำให้ผู้ใช้สะดวกสบายมากขึ้น และเป็นเครื่องมืออเนกประสงค์ในการทำงาน

เครื่อง 3D Printer ของ Stratasys รุ่น F123 ซี่รี่ส์ นั้นถูกออกแบบให้ใช้งานง่าย สามารถใช้งานได้ถึงแม้ผู้ใช้งานไม่มีประสบการณ์ในการใช้งาน 3D Printer ซึ่ง F123 ซีรี่ส์ นี้สามารถประยุกต์ใช้ในทุกขั้นตอนของกระบวนการทำ Prototyping ตั้งแต่ Concept Verification, Design Validation จนถึง Functional Performance อีกทั้งผู้ใช้งานสามารถเปิด CAD ไฟล์ต้นฉบับได้โดยตรงด้วยโปรแกรม GrabCAD Print ไม่ว่าจะเป็น SOLIDWORKS, Catia, NX, Creo, Solid Edge, Inventor และแน่นอน รวมถึง IGES, STEP, Parasolid โดยผู้ใช้งานไม่ต้องแปลงเป็นนามสกุลไฟล์เป็น STL อย่างเดียวแบบเดิม

 

 

จุดเด่นของ F123 ซีรี่ส์

Minimal setup แค่เสียบปลั้กก็ใช้งานได้ เครื่องรุ่นนี้ทำการปรับตั้งค่า Calibration เครื่องให้เองอัตโนมัติ เมื่อมีการติดตั้งเครื่อง และระหว่างใช้งาน

Fast and easy material swaps เครื่องรุ่นนี้ถูกออกแบบให้ผู้ใช้งานสามารถเปลี่ยนวัสดุ ได้อย่างง่ายดาย และรวดเร็ว อีกทั้งรองรับการใช้วัสดุ ได้ 4 ประเภท คือ PLA, ASA, ABS และ PC-ABS

Ultra Low noise เครื่องรุ่นนี้ มีเสียงที่เกิดจากการใช้งาน ไม่เกิน 46 เดซิเบล (ประมาณ เสียงการทำงานของตู้เย็น) จึงสามารถใช้งานภายบ้าน หรือในออฟฟิศ ได้โดยไม่ก่อให้เกิดความรำคาญในการทำงาน

Smarter Software ทำให้ผู้ใช้งานสามารถดูการทำงานของเครื่อง 3D Printer ผ่าน GrabCAD Print Mobile Apps สามารถจัดตารางการทำงานการพิมพ์ชิ้นงาน และผู้ใช้งาน สามารถแชร์โปรเจคชิ้นงานให้ผู้ร่วมงานได้

Build-in Camera ทำให้ผู้ใช้งานสามารถตรวจสอบการทำงานของเครื่องได้ ผ่านทางหน้าจอคอมพิวเตอร์ และทาง Application บนมือถือ โดยมีรูปภาพที่ได้มี Resolution 1024×768 Pixel, 32 bit color

สามารถเข้ามาดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ : http://www.applicadthai.com/pages/stratasys-f123/th/  , http://www.applicadthai.com/3d-printers/

เลือกใช้ 3D Printing อย่างไรให้เหมาะกับงาน

by admin

ปัจจุบันนี้เทคโนโลยีเครื่องพิมพ์สามมิติ หรือ 3D Printer นิยมใช้กันอย่างแพร่หลาย ในตลาดก็มีเครื่องหลายรุ่น แถมยังมีวัสดุอีกมากมายหลายประเภท ที่มีคุณสมบัติการใช้งานที่แตกต่างกันออกไป รีวิวนี้จะมาบอกเคล็ดไม่ลับกับการเลือกใช้ 3D Printing อย่างไรให้เหมาะกับงานของคุณ เพราะนอกจากจะช่วยให้คุณสามารถเลือกใช้งานได้อย่างคุ้มค่าแล้ว ยังช่วยลดเวลาในการลองผิดลองถูก และเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานอีกด้วย

ท่านที่สนใจสามารถเข้ามาดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ : http://www.applicadthai.com/3d-printers/ ,http://www.siam3dprinter.com/

และหากท่านสนใจปริ้นชิ้นงานแบบ Low Volume Production ก็สามารถแวะเข้ามาได้ที่ I am Maker (3D Printer Café & Store)
ที่โครงการ One Udomsuk (ติด BTS อุมดมสุข) ตึก C ชั้น 2 บันไดกลาง หรือเข้ามาดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ : http://www.i-am-maker.com/