จากต้นสู่อนาคตของ 3D Printer (ตอนจบ)

by admin 0 Comments

จากสองฉบับที่แล้ว ที่ผมได้กล่าวถึงที่มาของการพัฒนาเทคโนโลยีการขึ้นรูปชิ้นงานต้นแบบ ก่อนที่จะเปลี่ยนมาเป็นเทคโนยี 3D Printer และได้พูดถึงบุคคลสำคัญที่มีส่วนช่วยปฎิวัติการผลิตชิ้นงานด้วยรูปแบบที่เรียกว่า การผลิตแบบเติมเนื้อ (Additive Manufacturing) มาฉบับนี้ผมจะมาเพิ่มเติมในส่วนของแนวโน้นและกระแสของ 3D Printer กันต่อครับ

ในช่วง ค.ศ 2010 การแข่งขันกันของผู้พัฒนาเทคโนโลยี 3D Printer ดูเหมือนจะอยู่ในช่วงที่ไม่ค่อยมีอะไรให้น่าตื่นเต้นกันเท่าไหร่นัก ตอนนั้นผู้พัฒนารายใหญ่ดูเหมือนจะมีไม่กี่เจ้า อย่างเช่น Stratasys (FDM), 3D System (SLA,SLS), Objet (Polyjet), EOS (SLS), Z-Corp (Powder Printing) ซึ่งแต่ละเจ้าก็กำลังเป็นผู้นำด้าน 3D Printer จำเพาะแต่ละกลุ่มอุตสาหกรรมที่ตนถนัด และพัฒนามาตั้งแต่แรก จนกระทั่งเมื่อถึงปลายปี 3D System ได้ประกาศขอเข้าซื้อกิจการของ Z-Corporation จึงทำให้ 3D System ได้สิทธิ์ในการพัฒนาเทคโนโลยี Powder Printing ซึ่งในขณะนั้นถูกมองว่าเป็นเทคโนโลยีที่เก่าแล้ว การลงทุนเข้าซื้อกิจการของ Z-Corporation ก็ยังทำให้ 3D System เหมือนกับเสือติดปีก เพราะนอกจากได้เป็นเจ้าของเทคโนโลยีเพิ่มแล้ว ยังสามารถขยายกลุ่มอุตสาหกรรมจากเดิมที่เน้นอุตสาหกรรมการผลิต และการแพทย์ ตอนนี้ยังได้กลุ่มดิจิทัลอาร์ต และสถาปัตยกรรมเพิ่มขึ้นมาอีกด้วย ซึ่งแต่เดิมมีเพียง Z-Corporation เป็นเจ้าตลาดโดยไม่มีคู่แข่ง แต่หลังจากที่ 3D System ได้เข้าซื้อกิจการอย่างเต็มรูปแบบแล้วนั้นก็ไม่ได้มีการพัฒนาเทคโนโลยี Powder Printing แต่อย่างไร

3D Printer

       นั้นก็นับว่าเป็นการลงทุนที่ทำให้เจ้าของค่าย 3D Printer แต่ละค่ายต้องรีบรุกขึ้นมาทำอะไรบ้าง เนื่องจากแต่ละค่ายเริ่มมองเห็นว่า 3D System อาจจะเป็นคู่แข่งที่น่ากลัวสำหรับพวกเขาในอนาคตก็เป็นไปได้

3D Printer 3D Printer

       หลังจากนั้นหนึ่งปี Stratasys ก็ได้ประกาศจับมือกันกับ Objet ที่ในขณะนั้นถือว่าเป็นเทคโนโลยีที่ยังมีความสดใหม่อยู่ การร่วมมือกันครั้งนี้ Objet เข้ามากลายเป็นส่วนหนึ่งของ Stratasys ทำให้ชื่อของ Objet ถูกเปลี่ยนให้เป็นชื่อรุ่นของเครื่องที่ใช้เทคโนโลยี PolyJet แทน

3D Printer  3D Printer

       นี่ก็นับได้ว่าเป็นการปรับน้ำหนักก่อนขึ้นชกกับคู่แข่งที่เริ่มทำน้ำหนักเพิ่มขึ้นทุกวันๆ มาถึงจุดนี้เริ่มที่จะเหมือนนิยายเรื่องสามก๊กแล้วซิครับ เพราะจากเดิมที่เคยมีหลากหลายเจ้าเทคโนโลยี ตอนนี้จับมือกันจนเหลือเพียง สามค่ายเท่านั้น (Stratays, 3D System , EOS) หลังจากที่ Stratasys จับมือกันกับ Objet ก็ได้มีการพัฒนาลูกเล่นของเทคโนโลยี PolyJet อย่างการทำวัสดุที่เรียกว่า Muti-Material และยังมีการพัฒนาด้านวัสดุให้ครอบคลุบด้านอุตสาหกรรมการแพทย์อีกด้วย ทำให้ Stratasys ก้าวขึ้นมาเป็นเบอร์หนึ่งทางด้าน 3D Printer อย่างเต็มรูปแบบด้วยการที่มีส่วนแบ่งทางการตลาดมากกว่า 40% ถือเป็นความสำเร็จที่สวยงามเพราะ Stratasys ไม่ขอหยุดแค่เป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีการทำชิ้นงานต้นแบบเท่านั้น Stratasys ยังได้พัฒนาเทคโนโลยีไปในขั้นที่เรียกว่า DDM (Direct Digital Manufacturing ) หรือในแนวทางการผลิตแบบสายตรงเพื่อให้คำว่า “นักออกแบบ” ไม่ได้ถูกว่าจะต้องเป็นวิศวกรเท่านั้นหรืออีกนัยหนึ่งคือใครๆ ก็สามารถออกแบบและผลิตสินค้าออกมาให้เห็นกันได้อย่างง่าย ถือเป็นแนวคิดที่ท้าทายอุตสาหกรรม 3D Printing อย่างมาก เพราะถ้าแนวการผลิตแบบ DDM ถูกแพร่กระจายถึงกลุ่มบริโภคภาคครัวเรือนอย่างจริงๆละก็ ถือว่าเป็นการปฎิวัติวงการอุตสาหกรรมครั้งใหญ่ หลังจากที่ “เฮ็นรี่ ฟอร์ด” แห่งอุตสาหกรรมยานยนต์ได้ปฎิวัติไว้ล่าสุด

3D Printer 3D Printer

บทความโดย ชัยวัฒน์ พฤฒิพงศ์พิบูลย์
สวัสดี