จากต้นสู่อนาคตของ 3D Printer (ตอน2)

by admin 0 Comments

สวัสดีครับคุณผู้อ่านทุกท่าน ฉบับที่แล้วผมได้เล่าถึงจุดที่เริ่มเป็นปัญหาของอุตสาหกรรมการผลิตในช่วงยุค ‘80-90’ จนทำให้ต้องมีการพัฒนาเทคโนโลยี RP หรือ Rapid Prototyping ขึ้นมากเพื่อตอบโจทย์ ด้านการออกแบบผลิตภัณฑ์ที่มีความหลากหลายมากขึ้น ฉบับนี้ผมจะมาพูดต่อถึงแนวทางการพัฒนาเทคโนโลยีของแต่ละข่ายที่พัฒนาเทคโนโลยี Rapid Prototyping กันครับ

ถ้าจะพูดถึงที่มาที่ไปของเทคโนโลยี Rapid Prototyping ต้องพูดถึงคนนี้ก่อนเลย ครับ“Charles W. Hull” บุคคลผู้นี้เป็นผู้ที่คิดค้นไฟล์นามสกุลที่ชื่อว่า “.STL” (Stereo Lithography หรือ standard tessellation language) ซึ่งเป็นนามสกุลที่ใช้กันแผ่หลายในเทคโนโลยี CAM (Computer-Aided-Manufacturing) และเป็นผู้ที่ให้กำเนิดเทคโนโลยีการทำชิ้นงานต้นแบบที่เรียกว่า SLA หรือ “Stereo Lithography Apparatus” เมื่อปี ค.ศ 1983 ที่เป็นหนึ่งในเทคโนโลยีของ 3D Printer ในปัจจุบันและยังเป็นเทคโนโลยีแรกที่มีการพัฒนาเครื่อง 3D Printer อีกด้วย

3D Printer

       Charles W. Hull ได้ก่อตั้งบริษัทนิติบุคคลขึ้นมาเพื่อพัฒนาและจำหน่ายเครื่อง Rapid Prototype ขึ้นเมื่อ ค.ศ 1986 ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา สามปีหลังจากเทคโนโลยี SLA ถูกพัฒนาจะสามารถที่จะใช้งานได้ในระดับภาคอุตสาหกรรม ด้วยโมเดลแรกที่ชื่อว่า SAL-250 และถูกวางจำหน่ายในปี ค.ศ 1988 นับเป็นครั้งแรกของโลกที่มีการจำหน่ายเครื่อง Rapid Prototype สู่ภาคอุตสาหกรรม

3D Printer

      ในปีเดียวกันนี้เอง S. Scott Crump ผู้ก่อตั้งบริษัท Stratasys ได้พัฒนาเทคโนโลยี Rapid Prototype ที่มีชื่อว่า FDM (Fuse Deposition Modeling) และวางจำหน่ายในอีก 4 ปีถัดมาที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ด้วยจุดเด่นของเทคโนโลยีตรงที่สามารถสร้างชิ้นงานด้วยวัสดุที่เป็นพลาสติกทำให้เทคโนโลยี FDM ของ Stratasys ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในแง่ของการผลิตชิ้นงานที่มากกว่าการเป็นแค่ชิ้นงานต้นแบบ

3D Printer 3D Printer

จนทำให้ชื่อที่เรียกเทคโนโลยี “ Rapid Prototype” ถูกเรียกใหม่ว่า “3D Printer” บริษัท Stratasys ยังขยายการลงทุนเพิ่มด้วยการ เข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้น “Nasdaq”ด้วยชื่อ “SSYS” ในปี ค.ศ 1994 อีกด้วย

       ในช่วงปี 1990-2000 โลกของ 3D Printer ก็ถูกพัฒนาไปอย่างรวดเร็วด้วยการที่มีผู้เข้ามา พัฒนาเทคโนโลยีในรูปแบบและกระบวนการที่แตกต่างกันออกไปอย่างเช่น เทคโนโลยี LOM (Laminated Object Manufacturing), SLS (Selective Laser Sintering) ซึ่งแต่ล่ะเทคโนโลยีก็ต่าง ก็มุ่งเน้นในกลุ่มอุตสาหกรรมที่แตกต่างกันออกไป ที่จะเห็นการมุ่งเน้นเรื่องของการใช้งานจำเพราะด้านจริงๆ ก็คงจะเป็นเทคโนโลยีอย่าง “Powder Printing” ของข่าย Z-Corporation ที่สามารถพัฒนาชิ้นงานที่ปริ้นออกมาให้มีสีสันที่หลากหลายแบบ Multicolor ได้เป็นเจ้าแรกจึง เป็นเจ้าตลาดด้านงานสถาปัตยากรรมและงานผังเมือง

3D Printer 3D Printer 3D Printer

       ส่วนอีกเทคโนโลยีคือ Poly Jet จากทางฝั่งประเทศอิสราเอล ภายใต้แบรน “Objet” ที่เน้นกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีการทำชิ้นงานต้นแบบอย่างต่อเนื่อง หรือ “Product Developing” อยู่ตลอดเวลาจำพวก เช่น Consumer Product, Automotive และ Packaging ด้วยจุดเด่นที่วัสดุสามารถทำออกมาได้อย่างหลากหลายไม่ว่าจะเป็น วัสดุใส, ยาง และ เรซิ่น เป็นต้น

3D Printer

       ถึงตรงนี้เราได้มาอยู่ระหว่างที่เทคโนโลยีของแต่ละข่ายได้ทำการพัฒนาไปกันคนละแนวคิด คนละอุตสาหกรรม ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ดีในแง่ของการแข่งขัน แต่จะเป็นอย่างไรหากมีการควบรวมธุรกิจเกิดขึ้นในโลกของ 3D Printer ฉบับหน้าเราจะดูกันต่อครับว่าการควบรวมกิจการจะทำให้ทิศทางและอนาคตของ 3D Printer จะเป็นอย่างไรโปรดติดตามบทสรุปต่อในฉบับหน้าครับ

สวัสดี

บทความ : ชัยวัฒน์ พฤฒิพงศ์พิบูลย์