admin

แก้ไขปัญหาและพัฒนางานด้านทันตกรรม Sainamtip Dental Lab เลือกใช้ 3D Printer

by admin

ปัจจุบันเทคโนโลยี 3D Printer ถูกนำมาใช้อย่างหลากหลายในแวดวงต่างๆ เพื่อช่วยเสริมประสิทธิภาพให้กับการทำงาน แน่นอนว่า 3D Printer นั้นมีบทบาทในวงการอุตสาหกรรมการผลิตชิ้นส่วน สำหรับเครื่องมือ เครื่องจักร และของใช้ในครัวเรือนค่อนข้างมาก แต่วันนี้เราจะพาไปดูอีกมุมนึงของเทคโนโลยี 3D Printer ที่ไม่เพียงแต่จะสามารถก่อให้เกิดประสิทธิภาพกับรูปแบบของอุตสาหกรรมที่เรากล่าวมาข้างต้นเท่านั้น แต่ปัจจุบัน 3D Printer ได้เข้ามามีบทบาทในวงการทันตกรรมด้วย มาดูกันว่าเทคโนโลยีนี้ เข้ามามีบทบาทต่อวงการนี้อย่างไร กับบทสัมภาษณ์ที่เราได้รับการให้เกียรติแบ่งปันประสบการณ์จากคุณ กุณฑล นัยสวัสดิ์ กรรมการผู้จัดการของบริษัท สายน้ำทิพย์เด็นตอลแลบอราตอรี่ จำกัด (Sainamtip Dental Laboratory) Lab ทันตกรรมชั้นนำของประเทศไทย

คุณกุณฑล นัยสวัสดิ์ (Managing Director) บริษัท สายน้ำทิพย์เด็นตอลแลบอราตอรี่ จำกัด

ในวงการทันตกรรมเมืองไทยรู้จักกันในนาม Sainamtip Lab เราเป็น Lab ทันตกรรมที่อยู่คู่กับ Lab ทันตกรรมประเทศไทยมากว่า 46 ปี แล้ว เราเป็นแลปที่ผลิตฟันปลอม ผลิตเครื่องมือทันตกรรมตามคำสั่งของทันตแพทย์

 

จุดเด่น

เราได้รับลิขสิทธิ์ให้เป็นผู้ผลิตโลหะฟันปลอมถอดได้ด้วยโลหะที่ชื่อ ไวตาเลี่ยม นำเข้าจากประเทศสหรัฐอเมริกาแต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย เรียกว่าเป็น Signature ของเราครับ นอกจากนี้เราก็เป็นผู้ผลิตฟันปลอม และเครื่องมือทันตกรรมเกือบทุกชนิด เพราะฉะนั้นทันตแพทย์ในวงการบ้านเราจะรู้จักว่า Sainamtip Lab เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการผลิตโครงโลหะ

เพราะอะไรถึงเลือกใช้เทคโนโลยี 3D Printing

ในการทำงานปัจจุบันทันตแพทย์เองก็ใช้เทคโนโลยีทางด้าน 3 มิติ เข้ามาในการทำงานมากยิ่งขึ้น แทนที่ในอดีตทันตแพทย์จะพิมพ์ปากคนไข้ ส่งมาเป็นโมเดลปูน ส่งมาเป็นรอยพิมพ์แต่ในช่วงระยะหลังมานี้ ทันตแพทย์ก็ได้สนใจเทคโนโลยีกล้อง 3 มิติสแกนช่องปากคนไข้แทนการพิมพ์ปาก ส่งไฟล์มาให้ Lab ในการทำงาน เราก็ต้องมีเครื่องมือที่มาช่วยรองรับการทำงานแบบดิจิตอลเพื่อตอบสนองความต้องการของทันตแพทย์ได้มากยิ่งขึ้นครับ

การทำงานของ Lab ทันตกรรมต้องอาศัยงานฝีมือ ซึ่งเราเรียกว่า ช่างทันตกรรม เป็นการประดิษฐ์ชิ้นงานขึ้นมาแต่ละชิ้นให้ตรงตามความต้องการของทันตแพทย์และคนไข้ ซึ่งการผลิตชิ้นงานที่เป็นงานฝีมือค่อนข้างที่จะใช้เวลานานในการผลิต สิ่งที่ตามมาก็คือการสร้างบุคลากรรุ่นใหม่ๆ ต้องอาศัยเวลาเป็นเดือนหรืออาจเป็นปีกว่าที่เค้าจะมีความเชี่ยวชาญและชำนาญในการผลิตชิ้นงาน เพราะฉะนั้นการใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยก็ทำให้งานรวดเร็ว แม่นยำ และลดข้อผิดพลาดในการทำงานบางประเภทได้ครับ

ในการใช้ 3D Printer ในการทำโมเดลฟัน อดีตเราต้องผสมปูนปลาสเตอร์หล่อแบบขึ้นมาจากรอยพิมพ์ที่คุณหมอส่งมาให้เรา ตอนนี้เราก็เปลี่ยนวิธีให้คุณหมอส่งมาเป็นไฟล์ และเราก็ปริ้นท์ด้วยเครื่อง 3D Printer ออกมาเป็นรูปแบบ 3 มิติ แทนการเทปูนปลาสเตอร์ครับ และอีกประเภทงานนึงเราเรียกว่า สปริ๊นท์ ใช้ในการผ่าตัดขากรรไกรช่วยให้ทันตแพทย์สามารถฝั่งรากเทียมได้แม่นยำมากยิ่งขึ้น อีกประหนึ่งที่เราใช้งานอยู่ คือ งานครอบฟันบางประเภท และหลักๆ ที่ทาง Sainamtip Lab ใช้งานก็คือ RPD หรือว่าเป็นงานโครงฟันปลอมถอดได้ฐานโลหะ หลังจากนี้แล้วก็ต้องมีการหล่อแบบด้วยปูนทนไฟ หลอมโลหะด้วยอุณหภูมิ 360 องศา ทำให้โลหะไหลเข้าไปอยู่ในแบบแทนช่องว่างของแพทเทิร์นนี้รอจนเย็น หลังจากที่เหวี่ยงโลหะ แล้วกรอแต่งลงมาสเตอร์โมเดลเป็นชิ้นงานโครงฟันปลอมถอนได้แบบนี้เพื่อส่งต่อให้ทันตแพทย์เข้าสู่การรักษาต่อไปครับ

 

ใช้เวลาในการเรียนรู้มากหรือน้อยอย่างไร

เทคโนโลยีอาจจะไม่สามารถตอบสนองได้ทุกประเภทงาน แต่เราต้องเข้าใจอย่างถ่องแท้ว่าเราสามารถใช้งานเครื่องนี้กับงานอะไรได้ดีที่สุด เรียนรู้เทคนิค เรียนรู้ซอฟต์แวร์ รวมถึงวัสดุที่มีให้เลือกหลากหลาย วัสดุบางชนิดก็สามารถอยู่ในปากคนไข้ได้ วัสดุบางอย่างก็ไม่สามารถอยู่ในปากคนไข้ได้ ความแม่นยำ และเสถียรภาพของวัสดุแต่ละตัวก็ไม่เท่ากัน เราก็ต้องศึกษาและเรียนรู้ให้ชัดเจนครับ

3D Printer เข้ามาตอบโจทย์ในการทำงานได้มากน้อยแค่ไหน

เราพยายามใช้เครื่องทุกวันเพื่อให้เกิดการเรียนรู้ และนำมาพัฒนา Printer รับคำสั่งจากเรา เพราะฉะนั้นต้องเริ่มตั้งแต่คนสั่งงาน ว่าเราสั่งอย่างถูกต้องไหม ใช้เครื่องได้เต็มประสิทธิภาพแล้วหรือยัง

มุมมองที่มีต่อเทคโนโลยีในปัจจุบัน

ผมเป็นคนชอบเทคโนโลยี ต้องการเรียนรู้และพิสูจน์ว่าที่เค้าใช้งานกันในแวดวงของทันตกรรมทั่วโลก ทำไมเค้าสามารถใช้งานได้ แล้วทำไมเมืองไทยถึงจะใช้งานไม่ได้เหมือนกับเค้า แต่อย่างที่บอกว่าเราต้องเลือกที่จะใช้ให้ถูกกับประเภทของงานครับ

ในช่วงที่เริ่มต้นใช้เครื่อง 3D Printer ก็ยังติดปัญหาเรื่องการใช้งาน วัสดุต่างๆ ทาง AppliCAD ก็เข้ามาช่วยไขข้องสงสัย และพิสูจน์ว่าสามารถเอามาประยุกต์ใช้กับงานจริงได้กับทางทันตกรรม ไม่ใช่ว่าปริ้นท์เสร็จแล้วจะสามารถเอามาใช้งานได้เลย บางชิ้นงานก็จะมีขั้นตอนที่เพิ่มมากขึ้น เช่น เปลี่ยนชิ้นงานจากแพทเทิร์นเรซิ่นนี้ มาเป็นโลหะ ก็ต้องใช้กระบวนการหลายขั้นตอน ทาง AppliCAD ก็ช่วยพิสูจน์และหาข้อมูลมาสนับสนุน จนสามารถพิสูจน์ได้ว่า 3D Printer มีความเหมาะสมและใช้งานได้จริง รวมถึงการเข้ามาตรวจเช็คเครื่องอย่างสม่ำเสมอ ส่งของได้รวดเร็วทันใจครับ

บรรณาธิการ

 

Cr. https://www.applicadthai.com

ตามมาดูการพิมพ์ 3 มิติ ลดระยะเวลาการผลิต Jig & Fixture ลงถึง 75%

by admin

SOLAXIS INGENIOUS MANUFACTURING, INC.

GROWING A DESIGN, TOOLING, AND MANUFACTURING

COMPANY WITH SOLIDWORKS AND STRATASYS SOLUTIONS

 

Solaxis Ingenious Manufacturing, Inc. เป็นบริษัทที่เชี่ยวชาญด้านการพิมพ์ 3 มิติ, งานสแกน 3 มิติ, การสร้างต้นแบบ, Jig Fixture และTooling ซึ่ง Solaxis ได้เติบโตขึ้นเป็นหนึ่งในบริษัทผู้ผลิตรายใหญ่ในประเทศแคนนา ความสำเร็จดังกล่าวเกิดจากการนำเอาเทคโนโลยีทั้งทางด้านซอฟต์แวร์ช่วยในการออกแบบ (SolidWorks), และ Stratasys 3D Printer เข้ามาประสานกันได้อย่างยอดเยี่ยม

ด้วยโซลูชันของ SolidWorks และ Stratasys จึงทำให้ Solaxis สามารถผลิต Jig & Fixture และเครื่องมือเฉพาะด้านที่ช่วยในการผลิตได้รวดเร็วขึ้น วิธีการออกแบบและพัฒนา Jig & Fixture โดยทั่วไปสามารถทำได้ในระยะเวลาตั้งแต่ 12 – 14 สัปดาห์ แต่ในปัจจุบัน Solaxis สามารถจัดการทั้งหมดตั้งแต่การออกแบบจนถึงผลิต Jig & Fixture โดยใช้ซอฟต์แวร์ SolidWorks และ Stratasys  3D Printing ซึ่งใช้เวลาเพียง 3 สัปดาห์ เท่านั้น ทำให้สามารถลดระยะเวลาในการผลิต Jig & Fixture ลงถึง 75% เมื่อเทียบกันกับเทคนิคแบบดั้งเดิม

นอกเหนือจากที่เทคโนโลยีนี้ช่วยให้การพัฒนาการออกแบบสร้าง Jig & Fixture และเครื่องมือเฉพาะด้านแล้ว โซลูชันของ SolidWorks และ Stratasys 3D Printing ยังทำให้ Solaxis สามารถนำเสนอแนวทางการเพิ่มประสิทธิภาพและความปลอดภัยในการทำงานให้กับทางลูกค้าด้วย ยกตัวอย่างเช่น ในการพัฒนา Jig สำหรับกระบวนการผลิตยานยนต์ที่มีขนาด 36*24 นิ้ว Solaxis สามารถลดน้ำหนังของ Jig จาก 68 กิโลกรัม ให้เหลือเพียงประมาณ 12.7 กิโลกรัมเท่านั้น หลังจากการพัฒนาในครั้งนี้ไม่เพียงแต่ลดระยะเวลาและเพิ่มปลอดภัยต่อการใช้งานเท่านั้น แต่ยังช่วยเพิ่มกำลังการผลิตขึ้นอีก 15 % อีกด้วยเช่นกัน

 

Solaxis คาดว่าจะได้รับประโยชน์เพิ่มเติมในอนาคตด้วยการผสมผสานกันระหว่าง Finite Element Analysis (FEA) Simulation ของซอฟต์แวร์ SolidWorks กับ 3D Printer ของ Stratasys ซึ่งนั้นคือ การวางแผนเกี่ยวกับการผลิตชิ้นงาน 3 มิติ โดยใช้ FEA มาตรวจสอบประสิทธิภาพ และเพื่อเพิ่มอายุการใช้งานของ Jig & Fixture และเครื่องมือต่างๆ จากการออกแบบและการพัฒนาในอนาคตต่อไป

หากสนใจในเทคโนโลยีเพื่อช่วยให้การพัฒนาการออกแบบสร้าง Jig & Fixture และเครื่องมือเฉพาะด้านแล้วสามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้โดยตรงที่ บริษัท แอพพลิแคด จำกัด โทร.  02-744-9045 หรือ https://www.applicadthai.com/3d-printer/contact/

บทความ: ศักดิณรงค์ ช่วยนุกูล 3DP

4 วิธี ที่ผู้ประกอบการใช้เทคโนโลยีการพิมพ์ 3 มิติ ในการแก้ไขปัญหา

by admin

(4 Ways Entrepreneurs Are Problem Solving With 3D Printing)

บริษัท Gartner ซึ่งเป็นบริษัทที่มีชื่อเสียงเกี่ยวกับ Hype Cycle ได้ทำการวิเคราะห์ถึงตลาดของธุรกิจการพิมพ์ 3 มิติ ว่าอยู่ในช่วงขาลง ซึ่งมีผลกระทบเพียงเล็กน้อยเท่านั้นเมื่อเทียบกับความก้าวหน้าของเทคโนโลยีในปัจจุบัน ทั้งๆ ที่ผู้บริโภคให้ความสนใจน้อยลง แต่ธุรกิจการพิมพ์ 3 มิติ ถือว่ามีการเติบโตอย่างรวดเร็ว ซึ่งเป็นผลมาจากการที่ผู้ประกอบการในหลายๆ ธุรกิจ ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของเทคโนโลยีประเภทนี้ว่าเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาในอนาคต

ซึ่งโดยปกติเทคโนโลยีการพิมพ์แบบ 3 มิติ มักจะเกี่ยวข้องกับการพัฒนาต้นแบบขนาดเล็ก แต่ในที่สุดเทคโนโลยีการพิมพ์ 3 มิติ ก็ถูกนำเข้ามาสู่ตลาดในสายการผลิต ซึ่งทำให้เกิดคำถามว่าอะไรคือแรงขับเคลี่อนที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงนี้? คุณ John Carrington ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ก่อตั้ง ZVerse ซึ่งเป็นบริษัทที่ทำธุรกิจเกี่ยวกับซอฟต์แวร์การพิมพ์ 3 มิติ ได้อธิบายว่า “การเปลี่ยนแนวความคิดจาก 2 มิติ ให้มาเป็นแบบจำลอง 3 มิติ จะต้องใช้ความพยายามและความชำนาญเป็นอย่างมากจากผู้ออกแบบ และมันยังเป็นความท้าทายอย่างมากที่จะต้องลดช่องว่างระหว่างแนวความคิดและการผลิตออกมาจนกระทั้งกลายมาเป็นผลิตภัณฑ์ แต่ด้วยความก้าวหน้าในด้านซอฟต์แวร์ที่ช่วยสนับสนุนการพิมพ์ 3 มิติ และการรวมตัวของธุรกิจ จึงทำให้ผู้ประกอบการสามารถที่จะใช้ประโยชน์จากการพิมพ์ 3 มิติ นำมาสู่การพัฒนาธุรกิจของตัวเองให้ดีขึ้น”

และนี้คือตัวอย่างของวิธีที่ผู้ประกอบการใช้เทคโนโลยีการพิมพ์ 3 มิติเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย

 

1.ใช้เทคโนโลยีการพิมพ์ 3 มิติ ในการพัฒนา MVP (Minimum Viable Product)

สำหรับผู้ประกอบการและ Startup แล้ว กระบวนการนี้ถือเป็นขั้นตอนที่สำคัญขั้นตอนหนึ่ง เพราะหนึ่งในอุปสรรคที่ยากที่สุดในการเริ่มต้นการลงทุนก็ คือ การพัฒนา MVP ซึ่งจะเป็นการรวบรวมกลุ่มลูกค้าและนักลงทุนให้มาร่วมลงทุนก่อนที่จะมีการผลิตสินค้าจริงออกมา ซึ่งในอดีตการพัฒนาผลิตภัณฑ์ต้องอาศัยทักษะความเชี่ยวชาญในการออกแบบเป็นอย่างมากและยังมีค่าใช้จ่ายที่ค่อนข้างสูง รวมไปถึงค่าใช้จ่ายในการสร้างจำนวนให้มากขึ้น ซึ่งเป็นข้อจำกัดสำหรับ Startup ด้วยทุนของตัวเอง

โดยอาศัยกระบวนการผลิตที่ใช้ต้นทุนต่ำในความเร็วที่มากขึ้น จึงทำให้เทคโนโลยีการพิมพ์ 3 มิติ เป็นทางออกที่สำคัญสำหรับผู้ประกอบการในกระบวนการพัฒนา MVP ในอัตราความเร็วที่มากขึ้น นั่นก็หมายความว่า เมื่อถึงเวลาที่จะต้องระดมทุน แทนที่ผู้ประกอบการจะนำเสนอแค่แนวความคิดให้กับเหล่านักลงทุน แต่อาศัยการพิมพ์ 3 มิติ ผู้ประกอบการก็สามารถที่จะนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่เป็นรูปเป็นร่างให้เหล่านักลงทุนได้เห็น แต่ถ้าการระดมทุนทำผ่านสื่อออนไลน์ มันก็เป็นเรื่องง่ายที่ผู้ประกอบการจะระดมทุนด้วยการนำเสนอผ่านภาพเคลื่อนไหวของผลิตภัณฑ์นั้นจริงๆ ซึ่งจะทำให้เหล่านักลงทุนคาดไม่ถึง

ที่เกี่ยวข้อง: Prepare for Happy Tears: 5 Times Tech Improved People’s Lives ไปที่ลิงค์ https://www.entrepreneur.com/slideshow/277087

 

2.ใช้เทคโนโลยีการพิมพ์แบบ 3 มิติ เพื่อแก้ไขปัญหาทางการแพทย์

การเพิ่มจำนวนของธุรกิจเพื่อการดูแลสุขภาพที่จะต้องใช้เครื่องสแกนและเครื่องมื่อที่ใช้ในการเรียนรู้ เพื่อที่จะพัฒนาปรับปรุงด้านการแพทย์และการรักษา โดยการสร้างโครงสร้างที่ประกอบด้วยรายละเอียดของร่างกายมนุษย์ ซึ่งได้มีนักคิดค้นหลายๆ คน ได้นำการพิมพ์ 3 มิติ เข้ามาช่วยในการสร้างแบบจำลองของข้อมูลที่มีการตรวจพบ เพื่อที่จะใช้ในการทำงานของทีมแพทย์ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยเริ่มตั้งแต่ขั้นตอนการวินิจฉัยจนไปถึงขั้นตอนการผ่าตัด

ที่เกี่ยวข้อง: How 3-D Printing Will Improve Our Future ไปที่ลิงค์ https://www.entrepreneur.com/slideshow/279978

คุณ John Carrington กล่าวว่า “เมื่อเราดูในธุรกิจการดูแลสุขภาพ ปัจจุบันข้อมูลที่ได้จากการทำ MRI และ CT สแกน มักจะถูกส่งต่อไปยังแพทย์และผู้ป่วยในรูปแบบของ 2 มิติ แต่ด้วยการพิมพ์ 3 มิติ ในการสร้างแบบจำลองที่แสดงถึงส่วนประกอบของอวัยวะและเนื้อเยื้อต่างๆ ที่อยู่ในร่างกายของคนเรานั้น ซึ่งคล้ายๆ กับการที่เราจินตนาการนั้นเอง การนำเสนอข้อมูลในรูปแบบของการพิมพ์ 3 มิติ จึงมีประโยชน์อย่างมากต่อการวางแผนการรักษา” คุณ Carrington ยังกล่าวต่ออีกว่า “ซอฟต์แวร์ถือได้ว่าเป็นเครื่องมือหลักที่จะนำไปใช้สำหรับบุคลากรทางการแพทย์ ”

 

3.ใช้เทคโนโลยีการพิมพ์ 3 มิติ ในการพัฒนาปรับปรุงคุณภาพการศึกษา

นักเรียน นักศึกษาสามารถได้รับประโยชน์จากแบบจำลอง 3 มิติ ของแนวความคิดในการเรียนรู้ต่างๆ ซึ่งก็คล้ายกับที่แพทย์ได้รับประโยชน์จากแบบจำลอง 3 มิติ ที่นำไปใช้กับผู้ป่วย ถ้าเราสามารถนำเสนอข้อมูลในสถานการณ์ต่างๆ ให้ได้ง่ายแค่ไหน ในการที่จะแสดงถึงความสำคัญของข้อมูลเหล่านั้นให้กับนักเรียน นักศึกษา ก็จะเป็นเรื่องง่ายด้วยเช่นกัน

ยังมีการใช้งานอื่นๆ ในด้านการศึกษาซึ่งสามารถช่วยในการอธิบายถึงรายละเอียดของหัวข้องานวิจัย หรือโครงการที่โดยปกติจะต้องใช้เวลาในการพัฒนาคุณภาพพอสมควร เนื่องจากขาดแคลนเงินทุนในการพัฒนา เราลองมาจินตนาการดูว่าถ้านักเรียน นักศึกษา ใช้เทคโนโลยีการพิมพ์แบบ 3 มิติ ในการนำเสนอส่วนที่สำคัญของโครงการวิทยาศาสตร์ หรือใช้ในทีมที่ผลิตหุ่นยนต์ มันจะเป็นการง่ายมากที่โรงเรียนจะมีการสนับสนุนเครื่องมือที่มีประโยชน์ให้กับนักเรียน นักศึกษา ที่มีความสนใจ เนื่องจากค่าใช้จ่ายของการพิมพ์ 3 มิติ ไม่ได้แพงเลย

 

4.ใช้เทคโนโลยีการพิมพ์ 3 มิติ ในการวางแผนขั้นตอนการปฏิบัติงาน

เมื่อเราต้องการที่จะเปลี่ยนแนวความคิดที่มีให้ออกมารูปธรรมหรือผลสำเร็จ การอาศัยเทคโนโลยีการพิมพ์ 3 มิติ จึงถือเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ช่วยให้เราสามารถวางแผนการทำงานและลดเวลาที่จะต้องเสียไปได้ แทนที่เราจะต้องมาสร้างแบบอย่างคร่าวๆ ซ้ำไปซ้ำมาจากการออกแบบในข้อมูลที่แตกต่างกัน เช่น ศิลปะและสถาปัตยกรรม สามารถสร้างแบบจำลองที่จะช่วยระบุถึงปัญหาหรือข้อผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้นจากการผลิต แต่ถ้าเราใช้เทคโนโลยีการพิมพ์ 3 มิติ มาเป็นเครื่องมือที่ช่วยในการคาดการณ์สำหรับการวางแผนขั้นตอนในการทำงาน  ซึ่งสามารถลดเวลาได้อย่างมากในการทำให้โครงการนั้นเสร็จสมบูรณ์

ที่เกี่ยวข้อง: Technologies Like 3-D Printing, Live Stream and Virtual Reality Have Facilitated Fantastic New Business Opportunities ไปที่ลิงค์

https://www.entrepreneur.com/article/271450

 Cr. https://www.applicadthai.com/
ส่วนที่สำคัญที่สุด

คุณ Carrington กล่าวว่า “ซอฟต์แวร์โซลูชันที่ทำให้การเปลี่ยนแนวความคิดจาก 2 มิติ เป็นการออกแบบแบบ 3 มิติ ให้มีความง่ายขึ้น ตลอดจนช่วยกำจัดปัญหาและอุปสรรคที่หลายๆ องค์กรได้เผชิญอยู่” ในขณะที่อุตสาหกรรมกำลังเติบโตขึ้น เครื่องพิมพ์ 3 มิติ ก็มีการพัฒนามากขึ้นเช่นเดียวกัน ในส่วนของราคาก็ไม่ได้แพงอย่างที่คิด และเป็นที่แน่นอนอยู่แล้วว่า ผู้ใช้งานเองก็จะสามารถเพิ่มระดับของรายละเอียดในตัวโครงการได้ในเวลาที่เร็วขึ้นอีกด้วย และซอฟต์แวร์ที่มีประสิทธิภาพจะเป็นเส้นทางของความสำเร็จสำหรับโซลูชันการพิมพ์ 3 มิติ และอุตสาหกรรมอื่นๆ ก็มีการใช้เทคโนโลยีมากขึ้น ซึ่งมันจะถูกทำให้ง่ายขึ้นและสามารถนำไปใช้ได้ง่ายขึ้นเช่นกัน  และในขณะที่ยังคงมีการพัฒนาปรับปรุง เหล่าผู้ประกอบการก็สามารถที่จะใช้เทคโนโลยีการพิมพ์ 3 มิติ ในการแก้ไขปัญหาในธุรกิจของพวกเขาได้อย่างง่ายขึ้นเช่นเดียวกัน

ที่มา : www.entrepreneur.com

4 Ways Entrepreneurs Are Problem Solving With 3-D Printing ไปที่ลิงค์ https://www.entrepreneur.com/article/285451

แปลและเรียบเรียง: สรวัฒน์ นาคมณี

นวัตกรรมใหม่สำหรับการผลิต Checking Fixture

by admin

Stratasys 3D Printer for Tooling Application

TS Tech Co., Ltd, เป็นบริษัทผู้ผลิตชิ้นส่วนและอุปกรณ์ภายในรถยนต์ที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 6 ของโลก โดยมีโรงงานกระจายอยู่ใน 13 ประเทศทั่วโลก มียอดขายประมาณ 3.6 พันล้านเหรียญสหรัฐ และถือเป็นผู้นำอันดับหนึ่งสำหรับผู้ผลิตเบาะรถยนต์ให้กับรถยนต์ชั้นนำต่างๆ ทั่วโลก

ทีมวิศวกรของ TS Tech มีการคิดค้น และพัฒนาอยู่ตลอดเวลาที่จะหาเครื่องมือใหม่ๆ มาใช้ในการตรวจวัดชิ้นงานหลังการผลิต หนึ่งในนั้น คือ คุณ Stephen Mollett วิศวกรด้านงาน Tooling Design งานในความรับผิดชอบของเขา คือ การสร้าง Jig and Fixture สำหรับใช้ในการตรวจวัด Seat Frame ซึ่งให้ความสนใจเป็นพิเศษในการพัฒนากระบวนการผลิต Tooling จากวัสดุอลูมิเนียม CNC เพื่อใช้ทำ Check and Fixture สำหรับตรวจสอบ Back Seat Hinge ด้วยความที่เขาเคยมีประสบการณ์เกี่ยวกับเครื่องพิมพ์ 3 มิติ (3D Printer) รวมถึงมีประสบการณ์ในการประยุกต์การใช้งานมาก่อน เขาจึงเข้าใจและมองเห็นความเป็นไปได้ในการพัฒนางานในส่วนนี้

บริษัท TS Tech ได้มีการนำเครื่อง 3D Printer ที่ใช้เทคโนโลยี FDM ของ Stratasys มาติดตั้ง เพื่อใช้สำหรับผลิตชิ้นงานต้นแบบที่เป็น Prototype ให้ลูกค้า แล้วจึงมองหาความเป็นไปได้ในการเพิ่มความคุ้มค่าในการใช้ประโยชน์จากเครื่องตัวนี้ในสายงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งนั่นก็คือ แผนก Tooling Design นั่นเอง

ด้วยความร่วมมือภายในของ TS Tech ที่แผนกผลิต Stamping Process ได้มีการนำ Check and fixture ไปทดลองใช้ในไลน์ผลิต โดยใช้ในส่วนของการตรวจวัด Seat Frame และอุปกรณ์ชิ้นส่วนอื่นๆ ในการผลิตเบาะรถยนต์ การใช้งาน Check and Fixture นี้ ผู้ใช้งานสามารถตรวจสอบชิ้นส่วนที่ผลิตออกมา ทั้งการตรวจดูด้วยสายตา, ด้านความสวยงามของงาน, ลักษณะกลไกการทำงาน, คุณภาพงาน, ตำแหน่งรูและความลึก รวมถึง ความหนาของชิ้นส่วน ด้วยการทำงานของ Check and Fixture ที่จะต้องทำการตรวจวัดคุณภาพของงานทั้งหมดที่ผ่านการขึ้นรูปมานั้น โดยเฉลี่ยอายุของเครื่องมือตัวหนึ่งอาจจะอยู่ราวๆ 42,00 ชิ้น ตลอดอายุการใช้งาน

แบบเดิมที่ผลิตด้วยอลูมิเนียม CNC                                 แบบใหม่ที่ผลิตด้วย 3D Printer ด้วยวัสดุพลาสติก ABS

การสร้าง Check and Fixture และ Tooling ที่มีน้ำหนักเบาขึ้น

โดยปกติ Check and Fixture ทั่วไปจะมีน้ำหนักมาก เพราะผลิตมาจากอลูมิเนียม หรือวัสดุอื่นๆ ที่ผ่านการ CNC ออกมา และเก็บรักษาอยู่ในสโตร์ของโรงงานเอง โดยพนักงานจะต้องไปขนและยกมันออกมาใช้ โดยอาจวางลงบนรถเข็นขนาดเล็กเพื่อเคลื่อนย้ายไปยังพื้นที่ทำงาน เช่น ในหน้าเครื่อง Press เพื่อทำการตรวจเช็คชิ้นงานที่ผลิต

หลังการนำเครื่อง 3D Printer มาใช้ในการสร้าง Check and Fixture พบว่าชิ้นงานที่ได้ สามารถทดแทนวัตถุดิบเดิม เช่น อลูมิเนียมก้อนที่ต้องทำการ CNC เป็นรูปทรงตามแบบ หลังที่จากติดตั้งชุด Clamp เพื่อยึดในการประกอบ รวมถึงอุปกรณ์ในการตรวจวัดต่างๆ เช่น Check Pin ในการวัดขนาดรู ซึ่งพบว่าน้ำหนักลดลงไปเหลือประมาณ 2 กิโลกรัม จากก่อนหน้านี้ถ้าใช้อลูมิเนียมจะมีน้ำหนักประมาณ 20 กิโลกรัม นี่คือ ประโยชนในด้านการลดน้ำหนักของ Check and Fixture

ก่อนหน้านี้เราได้เคยลองใช้โพลียูรีเทนก้อน (Polyurethane) มาทำการ Machine ด้วยเครื่อง CNC เพื่อสร้างเป็น Jig แบบง่ายๆ ที่เรียกว่า Rapid Tooling สำหรับใช้ตรวจเช็คขนาดของชิ้นงาน ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เรากำลังรอ Check and Fixture ตัวจริงที่กำลังผลิตอยู่ แต่พอเรามี 3D Printer เราก็สามารถสร้างมันขึ้นมาได้อย่างรวดเร็ว และใช้มันจริงๆ ได้เลย ซึ่งจะพบว่า คุณสามารถลดเวลาในการทำงาน และลดต้นทุนลงไปได้อย่างมากเลยทีเดียว

แสดงเฉพาะชิ้นส่วนที่ผลิตด้วย 3D Printer เท่านั้น                แบบสำเร็จที่มีผสมกันระหว่าง 3D Printer ชิ้นส่วที่เป็นโลหะเข้าด้วยกัน

 

จากกรณีของ TS Tech เราจะพบว่า ในการสร้าง Jig and Fixture สำหรับใช้ในกระบวนการผลิตนั้น 3D Printer สามารถช่วยลดต้นทุนได้ถึง 69% เมื่อเทียบกับการสร้าง Tooling แบบเดิม โดยใช้การ CNC Machine ซึ่งนี่ถือเป็นอีกหนึ่งทางเลือกใหม่ สำหรับเข้ามาช่วยในการผลิตที่ทั้งรวดเร็ว ง่ายดาย แถมยังช่วยประหยัดต้นทุนลงได้อีกด้วย ที่สำคัญ ตั้งแต่ขั้นตอนการออกแบบ ไปจนผลิตออกมาเป็นชิ้นงาน Tooling สามารถทำได้ด้วยคนเพียงคนเดียว

หากสนใจในเทคโนโลยีทางเลือกใหม่ เพื่อช่วยให้การพัฒนาการออกแบบสร้าง Jig & Fixture และเครื่องมือเฉพาะด้าน สามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้โดยตรงที่ บริษัท แอพพลิแคด จำกัด ตัวแทนจำหน่าย Stratasys 3D Printer โทร.  02-744-9045 หรือ http://www.applicadthai.com/3d-printer/

ที่มา: TS-Tech Case Study https://c0ad508c5f655ba06fb4be46-glnve5f1lhlho.netdna-ssl.com/wp-content/uploads/2017/03/TS-Tech_Case-Study.pdf

ที่มา: http://www.applicadthai.com

บทความ: สุชนม์ โพธิ์พริก

ตามมาดูการพิมพ์ 3 มิติ ลดระยะเวลาการผลิต Jig & Fixture ลงถึง 75%

by admin

SOLAXIS INGENIOUS MANUFACTURING, INC.

GROWING A DESIGN, TOOLING, AND MANUFACTURING

COMPANY WITH SOLIDWORKS AND STRATASYS SOLUTIONS

 

Solaxis Ingenious Manufacturing, Inc. เป็นบริษัทที่เชี่ยวชาญด้านการพิมพ์ 3 มิติ, งานสแกน 3 มิติ, การสร้างต้นแบบ, Jig Fixture และTooling ซึ่ง Solaxis ได้เติบโตขึ้นเป็นหนึ่งในบริษัทผู้ผลิตรายใหญ่ในประเทศแคนนา ความสำเร็จดังกล่าวเกิดจากการนำเอาเทคโนโลยีทั้งทางด้านซอฟต์แวร์ช่วยในการออกแบบ (SolidWorks), และ Stratasys 3D Printer เข้ามาประสานกันได้อย่างยอดเยี่ยม

ด้วยโซลูชันของ SolidWorks และ Stratasys จึงทำให้ Solaxis สามารถผลิต Jig & Fixture และเครื่องมือเฉพาะด้านที่ช่วยในการผลิตได้รวดเร็วขึ้น วิธีการออกแบบและพัฒนา Jig & Fixture โดยทั่วไปสามารถทำได้ในระยะเวลาตั้งแต่ 12 – 14 สัปดาห์ แต่ในปัจจุบัน Solaxis สามารถจัดการทั้งหมดตั้งแต่การออกแบบจนถึงผลิต Jig & Fixture โดยใช้ซอฟต์แวร์ SolidWorks และ Stratasys  3D Printing ซึ่งใช้เวลาเพียง 3 สัปดาห์ เท่านั้น ทำให้สามารถลดระยะเวลาในการผลิต Jig & Fixture ลงถึง 75% เมื่อเทียบกันกับเทคนิคแบบดั้งเดิม

นอกเหนือจากที่เทคโนโลยีนี้ช่วยให้การพัฒนาการออกแบบสร้าง Jig & Fixture และเครื่องมือเฉพาะด้านแล้ว โซลูชันของ SolidWorks และ Stratasys 3D Printing ยังทำให้ Solaxis สามารถนำเสนอแนวทางการเพิ่มประสิทธิภาพและความปลอดภัยในการทำงานให้กับทางลูกค้าด้วย ยกตัวอย่างเช่น ในการพัฒนา Jig สำหรับกระบวนการผลิตยานยนต์ที่มีขนาด 36*24 นิ้ว Solaxis สามารถลดน้ำหนังของ Jig จาก 68 กิโลกรัม ให้เหลือเพียงประมาณ 12.7 กิโลกรัมเท่านั้น หลังจากการพัฒนาในครั้งนี้ไม่เพียงแต่ลดระยะเวลาและเพิ่มปลอดภัยต่อการใช้งานเท่านั้น แต่ยังช่วยเพิ่มกำลังการผลิตขึ้นอีก 15 % อีกด้วยเช่นกัน

 

Solaxis คาดว่าจะได้รับประโยชน์เพิ่มเติมในอนาคตด้วยการผสมผสานกันระหว่าง Finite Element Analysis (FEA) Simulation ของซอฟต์แวร์ SolidWorks กับ 3D Printer ของ Stratasys ซึ่งนั้นคือ การวางแผนเกี่ยวกับการผลิตชิ้นงาน 3 มิติ โดยใช้ FEA มาตรวจสอบประสิทธิภาพ และเพื่อเพิ่มอายุการใช้งานของ Jig & Fixture และเครื่องมือต่างๆ จากการออกแบบและการพัฒนาในอนาคตต่อไป

หากสนใจในเทคโนโลยีเพื่อช่วยให้การพัฒนาการออกแบบสร้าง Jig & Fixture และเครื่องมือเฉพาะด้านแล้วสามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้โดยตรงที่ บริษัท แอพพลิแคด จำกัด โทร.  02-744-9045 หรือ http://www.applicadthai.com/3d-printer/contact/

บทความ: ศักดิณรงค์ ช่วยนุกูล 3DP

ที่มา: http://www.applicadthai.com