Forbes ทำนาย AI และ 3D Printing จะเปลี่ยนแปลงวงการ Healthcare ทั่วโลกในปี 2020

by admin 0 Comments

Forbes ได้ออกมาทำนายถึง 5 เทคโนโลยีที่จะมาเปลี่ยนแปลงวงการสาธารณสุขหรือ Healthcare ทั่วโลกภายในปี 2020 ซึ่งทีมงาน TechTalkThai ก็ขอสรุปเฉพาะข้อที่เกี่ยวข้องกับ Enterprise IT อย่าง AI และ 3D Printing เอาไว้ดังนี้ครับ

Credit: ShutterStock.com
Credit: ShutterStock.com

 

Artificial Intelligence (AI) จะกลายเป็นผู้ให้คำแนะนำที่สำคัญทั้งในการรักษาและการวิจัย

ด้วยความสามารถของ AI ที่สามารถเรียนรู้สิ่งต่างๆ ได้ในรูปแบบที่คล้ายคลึงกับสมองของมนุษย์ ก็จะทำให้ AI สามารถเรียนรู้ข้อมูลต่างๆ ในเชิงการแพทย์และสาธารณสุขเพื่อมาช่วยบุคลากรทางด้านสาธารณสุขในสายต่างๆ ทำการวิเคราะห์ข้อมูลได้ทั้งสำหรับการวินิจฉัยและรักษาอาการเจ็บป่วย รวมถึงการทำวิจัยต่างๆ ให้คืบหน้าขึ้นไปได้อย่างรวดเร็ว

ในแง่มุมของการวินิจฉัยและรักษาอาการเจ็บป่วยนั้น AI สามารถกลายเป็นผู้ช่วยให้แก่บุคลากรในโรงพยาบาลได้ด้วยการนำความรู้ทางการแพทย์และยามาวิเคราะห์ร่วมกับข้อมูลของผู้ป่วยในระบบ Electronic Health Record และข้อมูล Digital Image เพื่อแนะนำแนวทางการรักษาได้แบบ Real-time ซึ่งจะช่วยให้ประสิทธิภาพในการรักษาผู้ป่วยเป็นไปได้อย่างดียิ่งขึ้น, ลดค่าใช้จ่ายในการรักษาลง และทำให้ขั้นตอนต่างๆ ในการรักษาผู้ป่วยในโรงพยาบาลลดลงเป็นอย่างมาก

ภายในปี 2020 การวินิจฉัยโรคที่สามารถตรวจสอบได้ยากอย่างมะเร็งหรือเบาหวานเองก็คาดว่าจะถูกวินิจฉัยได้อย่างรวดเร็วภายในเวลาเพียงไม่กี่นาที จากการใช้ระบบ Cognitive System ที่จะนำเสนอข้อมูล 3D ของการทำงานของอวัยวะภายในต่างๆ ได้แบบ Real-time และภายในปี 2025 นั้น AI จะถูกใช้งานอยู่ภายในโรงพยาบาลกว่า 90% ของประเทศสหรัฐอเมริกา และ 60% ของโรงพยาบาลและธุรกิจประกันทั่วโลก และ AI จะมีส่วนช่วยในการรักษาผู้ป่วยกว่า 70% ให้มีราคาถูกลงและมีคุณภาพดีขึ้น

 

3D Printing กับบทบาทสำคัญในการฟื้นฟูและรักษาอวัยวะและเนื้อเยื่อต่างๆ

การฟื้นฟูและรักษาอวัยวะและเนื้อเยื่อต่างๆ นั้น ความสามารถในการทำ Customization ของ 3D Printing จะเข้ามามีบทบาทสำคัญเป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นการพิมพ์อวัยวะหรือเนื้อเยื่อสำหรับใช้ในการปลูกถ่ายหรือการผ่าตัด หรือการพิมพ์อุปกรณ์การแพทย์ที่ออกแบบขึ้นมาเพื่อใช้ในการรักษาผู้ป่วยเป็นรายๆ ไป

ตัวอย่างที่สามารถเห็นได้ชัดเจนก็คือกรณีการปลูกถ่ายไต ที่ทั่วโลกนี้มีผู้ป่วยรอการปลูกถ่ายอยู่มากกว่า 1 ล้านคน แต่จากสถิตินั้นมีเพียงผู้ป่วย 5,000 คนต่อปีเท่านั้นที่จะได้รับการปลูกถ่ายอวัยวะจากประเด็นของจำนวนผู้บริจาคที่มีไม่เพียงพอ จนเกิดเป็นตลาดมืดในการค้าอวัยวะไป การมาของ 3D Printing จะสามารถช่วยบรรเทาปัญหาเหล่านี้ลงไปได้

Forbes ได้คาดการณ์ว่าตลาด 3D Printing สำหรับวงการสาธารณสุขนี้จะมีมูลค่าสูงถึง 6,000 ล้านเหรียญภายในปี 2025 เลยทีเดียว

 

สำหรับผู้ที่สนใจอยากอ่านรายละเอียดฉบับเต็ม สามารถอ่านได้ทันทีที่ http://www.forbes.com/sites/reenitadas/2016/03/30/top-5-technologies-disrupting-healthcare-by-2020/#7d5fa5466252 นะครับ

3D printing และ injection molding กับการลดต้นทุน

by admin 0 Comments
3D printing และ injection molding กับการลดต้นทุน

การผสมผสานกันของเทคโนโลยี 3D printing และ injection molding นำมาสู่การลดต้นทุนการผลิตของแม่พิมพ์ (tooling costs) และลดเวลาในการผลิตชิ้นส่วน จนสามารถออกสู่ตลาดได้รวดเร็วขึ้น (time to market)

บริษัท Design bureau Worrell (Minneapolis, MN) และ Stratasys (Eden Prairie, MN) ผู้นำทางด้าน 3D printing ได้ประกาศการเป็นหุ้นส่วนกันเมื่อ October 2014 เพื่อพัฒนาบริการที่ชื่อว่า 3D printed injection molding (3DIM) สำหรับวงการ การผลิตเครื่องมือทางการแพทย์ นี่คือการนำเสนอบริการที่น่าสนใจเป็นอย่างมากเพราะ ระยะเวลาในการผลิตแม่พิมพ์นั้นจะเหลือเพียงแค่ 1-2 วัน ตามระยะเวลาการผลิตของ 3D print

วงการการผลิตเครื่องมือทางการแพทย์นั้นกำลังมีปัญหาเกี่ยวกับ การจัดการต้นทุนการผลิต และ ระยะเวลาในการผลิตชิ้นส่วน ที่ต้องทำให้เร็วขึ้น ตามความต้องการที่มีมาก ดังนั้นการลดต้นทุนและลดระยะเวลาในการผลิตแม่พิมพ์จึงเป็นส่วนสำคัญ และนี่เองที่ทำให้ 3DIM (3D printed injection molding) กลายมาเป็นส่วนสำคัญในการพัฒนาตามวัตถุประสงค์ที่ต้องการ

3D printing เทคโนโลยี มีโอกาสในการพัฒนา เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตได้ โดยการเพิ่มความสามารถในการ print วัสดุหรือ material ที่หลากหลายมากขึ้น การลดต้นทุนของวัสดุ และการพัฒนาในการใช้ digital techniques มาแทนที่วิธีการผลิตแบบเดิม ด้วยเทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้นมา ทำให้เราสามารถออกแบบแม่พิมพ์ด้วย SolidWorks จากนั้นก็สั่ง print เอาไว้ข้ามคืนด้วย Connex500 3D printer แล้วในวันต่อมาเราก็สามารถทดลองฉีดชิ้นส่วนออกมาดูได้อย่างรวดเร็ว

3dprinting-and-injection-benefit

Connex500 นั้นสามารถใช้ print ชิ้นงานต้นแบบหรือ prototypes ด้วยวัสดุหรือ material หลายประเภท รวมไปถึงวัสดุสังเคราะห์ระหว่าง plastic และ rubber และยังสามารถใช้ print ชิ้นส่วนแม่พิมพ์ ที่ซับซ้อน เช่น slide ได้โดยที่ไม่เพิ่มค่าใช้จ่ายใดๆ จากข้อดีของ 3D printing นั่นคือ การ print แบบ bottom up และ layer by layer นั้นงเอง

เราสามารถผลิตชิ้นส่วนต้นแบบ หรือ prototype ที่ใช้วัสดุ หรือ material ที่เหมือนจริง (specified material) แล้วนำไปทดสอบ function การทำงาน และ การใช้งาน (pre-clinical testing และ usability/human factors testing) เพื่อทดสอบเกี่ยวกับความปลอดภัยหรือ safety ของชิ้นส่วนที่จะทำการผลิต

แต่เทคโนโลยีก็ยังมีข้อจำกัดอยู่ เกี่ยวกับคุณภาพของชิ้นส่วนของแม่พิมพ์ ที่จะสามารถฉีดชิ้นงานได้ 50 ถึง 100 ต่อการสึกหรอ 0.005 inches ของตัวแม่พิมพ์ ซึ่งจะทำให้ค่าของแม่พิมพ์นั้นหลุดออกจากสเปค และอีกปัญหาคือความเรียบของผิวแม่พิมพ์นั้นยังไม่สามารถทำได้เทียบเท่า aluminum นอกจากนี้ขนาดของชิ้นส่วนแม่พิมพ์ จะถูกจำกัดด้วยขนาด print bed ของเครื่อง Connex500 และงานฉีดสามารถฉีดได้ด้วยเครื่อง 85-ton press วัสดุหรือ material ที่สามารถ print ได้คือ ABS, PC, TPUs, TPEs, PP, PE และอื่นๆ แต่ไม่เหมาะสมกับวัสดุประเภท high-melt polymers เช่น PEEK และ Ultem

ที่มา : plasticstoday