Alternative Tooling

by admin

ทางเลือกใหม่ในการสร้าง Tooling เปลี่ยนวิธีการทำงานแบบเดิมๆ สู่นวัตกรรมการสร้าง Tooling ด้วยเทคโนโลยี Additive Manufacturing เพื่อการผลิตยุคอุตสาหกรรม 4.0

การปฏิวัติอุตสาหกรรม (Industrial Revolution) คือ ช่วงเวลาตั้งแต่ ค.ศ. 1750 – 1850 เมื่อการเปลี่ยนแปลงในภาคเกษตรกรรม, การผลิต, การทำเหมืองแร่, การคมนาคมขนส่ง และเทคโนโลยี ส่งผลกระทบอย่างลึกซึ้งต่อสภาพสังคม, เศรษฐกิจ และวัฒนธรรมในขณะนั้น ซึ่งเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญในประวัติศาสตร์โลก โดยส่งผลกระทบในเกือบทุกแง่มุมของชีวิตประจำวันไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง และนับจากอดีตเมื่อเริ่มมีการปฏิวัติอุตสาหกรรมยุคแรกๆ เรื่อยมาจนถึงปัจจุบันนี้ที่เรากำลังเผชิญความท้าทายครั้งใหม่ ในการเข้าสู่อุตสาหกรรมในยุค 4.0 (Industry 4.0) เทคโนโลยีการผลิตได้พัฒนาไปอย่างมาก จนเรียกได้ว่าก้าวล้ำอนาคตเข้าไปทุกวัน และหนึ่งในเทคโนโลยีสำคัญที่ได้เข้ามามีบทบาทอย่างมาก แน่นอนเรากำลังพูดถึงเทคโนโลยีการพิมพ์ 3 มิติ หรือ 3D Printing นั่นเอง แล้วเราจะได้ประโยชน์จากการใช้งานเทคโนโลยีการพิมพ์แบบ 3 มิติ นี้ได้อย่างไร และเจ้าสิ่งนี้จะช่วยเราได้มากน้อยสักแค่ไหนในโลกของการผลิตยุคใหม่ ตามมาดูกันเลยดีกว่า

เชื่อว่าหลายๆ ท่านในวงการอุตสาหกรรมคงจะเคยได้ยินคำว่า Rapid Prototyping กันมานานแล้ว แม้ว่าปัจจุบันนี้จะเปลี่ยนชื่อใหม่เป็น 3D Printing หรือเทคโนโลยีการพิมพ์ 3 มิติ กับกระแสที่เรียกว่าแรงดีไม่มีตกอยู่ทุกวันนี้ จริงๆ แล้วไม่ว่าจะชื่อไหนก็มาจากหลักการเดียวกันก็คือ Additive Manufacturing (AM) หรือการผลิตแบบเพิ่มเนื้อนั่นเอง และแตกต่างโดยสิ้นเชิงกับการผลิตแบบเดิมที่เราใช้กันโดยแพร่หลายซึ่งเรียกว่า Subtractive Manufacturing หรือการผลิตแบบตัดเนื้อออก ตัวอย่างเช่น เครื่องจักร CNC เป็นต้น ซึ่งแต่เดิมเทคโนโลยี 3D Printing มักถูกใช้เพียงเพื่อสร้างวัตถุต้นแบบจากโมเดล 3 มิติ หรือ Prototype แต่ในปัจจุบันได้มีการประยุกต์ใช้เพื่อเข้ามาช่วยงานในหลายๆ ด้าน และนำไปใช้งานจริงๆ กันแล้ว

  • Functional parts 29%
  • Patterns and tooling 26%
  • Functional prototypes 5%
  • Concept Model 4%
  • Education 1%
  • Other 2%

article_rp_01

แต่ก่อนอื่นเราต้องเข้าใจความแตกต่างของกรรมวิธีการผลิตทั้ง 2 แบบ ก่อนซึ่งจะเป็นประโยชน์อย่างมากในการเลือกใช้ เพราะแต่ละวิธีต่างมีจุดเด่นกันคนละด้าน และเราคงไม่สามารถปฏิเสธเทคโนโลยีเดิมได้ แล้วเทคโนโลยี Subtractive Manufacturing มีข้อจำกัดอะไรในการผลิตบ้างล่ะ

  • มีข้อจำกัดเรื่องรูปทรง ความซับซ้อนของงาน เช่น ต้องไม่มี Undercut
  • มีของเสียในกระบวนการทำงานเยอะ
  • ไม่เอื้อต่อการผลิตจำนวนน้อย เพราะราคาจะสูงมาก
  • มีความยุ่งยากในกระบวนการทำงานและมีขั้นตอนเยอะ
  • ต้องอาศัยทักษะและแรงงานของมนุษย์ในเกือบทุกขั้นตอนการทำงาน
  • ต้องจัดทำเอกสารข้อมูล เพื่อใช้ในการสั่งงาน กระจายงาน
  • บ่อยครั้งต้องมีการว่าจ้างผู้ผลิตภายนอก หรือ Outsource

หลายๆ ข้อจำกัดที่กล่าวไปนั้น เป็นอุปสรรคต่อการทำงานในอุตสาหกรรมในยุค 4.0 ที่เน้นการเชื่อมโยงข้อมูลแบบอัตโนมัติและเป็นระบบที่ใช้คนน้อยมากๆ เพราะเครื่องจักรและอุปกรณ์ต่างๆ จะสามารถประสานงานกันได้เองผ่าน Internet หรือที่เรียกกันว่า Internet of Thing (IOT)

แล้วอะไรคือ Alternative Tooling หรือ Tooling ทางเลือกล่ะ จริงๆ แล้วต้องยอมรับว่าเทคโนโลยีเข้ามามีส่วนในโลกของการผลิตในแทบจะทุกจุด แต่ความน่าสนใจก็คือ ใครมองเห็นโอกาสก่อนกัน และเห็นมุมที่จะใช้เทคโนโลยีได้มากกว่ากัน ซึ่งทุกๆ โอกาสที่ผู้ผลิตต่างมองหาคงหนีไม่พ้นว่าจะทำอย่างไรถึงจะผลิตของได้คุณภาพดีขึ้น ราคาต้นทุนต่างๆ ลดลงเพื่อแข่งขันได้ และเวลาที่เร็วขึ้นในทุกๆ ขั้นตอนนั่นเอง โจทย์ใหญ่ตรงนี้เกือบทุกครั้งเทคโนโลยีเข้ามาช่วยเสมอ

article_rp_02

Design for Machining 

(เน้นผลิตง่าย แล้วมาประกอบเข้าด้วยกัน)   

article_rp_03

Design for Additive Manufacturing (AM)

(ออกแบบได้ตรงวัตถุประสงค์ และยังผลิตง่ายขึ้นด้วย)

การสร้าง Tooling ทางเลือกใหม่ก็เพียงการดึงเอาจุดเด่นของการผลิตแบบเพิ่มเนื้อ Additive Manufacturing (AM) มาใช้นั่นเอง ทั้งเรื่องของรูปทรงของงานที่เกือบจะเรียกได้ว่าไม่มีข้อจำกัด เราจึงจะได้เห็นรูปร่างหน้าตาที่เปลี่ยนไป แต่เปลี่ยนไปในลักษณะของการออกแบบได้ตรงตามความต้องการใช้งานมากขึ้น งานประกอบก็น้อยลง ซึ่งหมายถึงค่า Error ต่างๆ ก็ลดลงไปด้วย

ลองจินตนาการถึงการผลิตที่ไร้ข้อจำกัด ทั้งด้านค่าใช้จ่าย และเวลาในการใช้เครื่องมือต่างๆ ก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะในขั้นตอนใดของวงจรการผลิตสามารถสร้างงานประกอบจับยึดชิ้นงาน Jig & Fixture ในจำนวน Low Volume ได้โดยตรงจากสร้างไฟล์ 3D CAD สามารถสร้าง Tool ที่เหมาะสมกับงานได้เอง ไม่ต้องจ้าง ไม่ต้องรอ เพิ่มความเร็วในการผลิตได้ถึง 83% อย่างเช่น กรณีของ Genesis ที่ผลิตแขนกลอัจฉริยะเพื่อช่วยใช้ยึดจับชิ้นงานในระยะเวลาอันสั้น และในราคาที่ถูกกว่าราคาปกติมาก

ด้วยกระบวนการพิมพ์ที่ง่าย เสถียร รวดเร็ว สามารถออกแบบ และผลิต Tooling, Jig & Fixture รวมถึงชิ้นงานจริงได้ทันที ช่วยผลิตงานที่ตรงตามความต้องการได้ ทำให้ลดเวลา และขั้นตอนในกระบวนการผลิต ทำให้ผลิตภัณฑ์ออกสู่ตลาดได้อย่างรวดเร็วถึง 80%  มีคุณภาพ ดังเช่น Ducati ที่สามารถลดระยะเวลาในการออกแบบลงได้ถึง 20 เดือน สำหรับการออกแบบเครื่องยนต์

ด้านของเสียในกระบวนการผลิตก็ลดลง เพราะไม่ต้องมีส่วนของเนื้อวัสดุที่ถูกตัดออกไป ทำให้สามารถประหยัดต้นทุนได้ หรือลดค่าใช้จ่ายอันเนื่องมาจากความผิดพลาดต่างๆ ได้ด้วย ซึ่ง University of Texas, Dallas สามารถลดต้นทุนในการผลิตต้นแบบของระบบเซนเซอร์สำหรับนักกีฬาในมหาวิทยาลัยเทคซัสได้ถึง 75%

ส่วนประโยชน์ด้านอื่นๆ เช่น ลดในส่วนของการทำแบบ หรือ Drawing และงานเอกสาร งานจัดซื้อจัดจ้าง งานที่ใช้เครื่องจักรหลายๆ ตัวมาช่วยกันทำ Tooling จนถึงงาน Outsource ก็ลดลง เพราะเราสามารถทำเองได้ด้วยเครื่อง 3D Printer เพียงเครื่องเดียว แถมยังใช้คนเพียงคนเดียวก็สามารถทำงานทั้งหมดนี้ได้อีกด้วย

image

นอกจากความสามารถของ Alternative Tooling ที่กล่าวมาแล้วนั้น ด้วยเทคโนโลยีรูปแบบนี้ทำให้เหมาะที่จะรองรับความต้องการสั่งผลิตในลักษณะ Mass Customization ของอุตสาหกรรมในยุค 4.0 ที่พฤติกรรมผู้บริโภคและโลกการผลิตเปลี่ยนไป เพราะมีต้นทุนการผลิตต่อชิ้นที่ต่ำมาก และมีรอบการเปลี่ยนแบบได้บ่อยๆ ซึ่งตัว Tooling นั้นต้องปรับตามไปด้วย

แล้วตอนนี้มีใครที่นำ Alternative Tooling ไปใช้งานบ้าง เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับวงการผลิตแล้วนะครับ โดยเฉพาะในต่างประเทศเริ่มนำมาใช้กันสักระยะหนึ่งแล้ว และได้มีการปรับปรุงพัฒนากันมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เหมาะสมกับงานและกระบวนการผลิตในต่างละสาขา และแน่นอนว่ามีหลายๆ บริษัทในประเทศไทยของเราที่ได้นำเทคโนโลยีนี้เข้ามาช่วยงานด้วยเช่นกัน

สำหรับเครื่อง 3D Printer ซึ่งเป็นหัวใจหลักของ Alternative Tooling นั้น บริษัท Stratasys ก็เป็นผู้บุกเบิกที่สำคัญในการนำเอาเทคโนโลยี Additive Manufacturing (AM) นี้มาใช้ในงานสายการผลิต เพราะผลิตภัณฑ์ของบริษัทมีจุดเด่นในเรื่องคุณภาพงานและวัสดุที่ผลิตด้วยเครื่อง 3D Printer ของ Stratasys มีให้เลือกใช้ตรงตามความต้องการของ Tooling ที่เรากำหนด

นอกจากนี้ยังได้มีการเก็บรวบรวมข้อมูลและ Case Study งานที่ได้ร่วมกันทำและเรื่องราวความสำเร็จจากบริษัทชั้นนำทั่วโลกถึงประสิทธิภาพและประโยชน์ของ Alternative Tooling ซึ่งรวมถึงอุตสาหกรรมการผลิตของไทยเราด้วยเช่นกัน

article_rp_05article_rp_06

การผสมผสานที่ลงตัว

อย่างที่ทราบว่าทั้ง 2 เทคโนโลยีต่างมีข้อดีกันคนละแบบ ในบางครั้งเราก็สามารถทำงานแบบผสมผสานเข้าด้วยกันได้เลย เช่น บางจุดที่เราต้องการควมคุมค่า Accuracy ให้ได้ในระดับพรีซิชั่นสูงๆ ก็สามารถใช้การกัดด้วยเครื่อง CNC เฉพาะจุดหรือบริเวณนั้นๆ ได้ รวมถึงการเจาะ และการต๊าปเกลียวต่างๆ นอกจากนั้นยังสามารถใช้การประกอบงานที่ผลิตจากเครื่อง 3D Printer เป็นชุดย่อยเข้ากับแผ่นฐานที่เป็นโครงสร้างหลักของ Jig & Fixture เพื่อให้งานแข็งแรง หรือสำหรับงานใหญ่ๆ ได้

article_rp_07

ภาพงาน Jig & Fixture ขนาดใหญ่ที่ใช้การประกอบร่วมกันของ 2 เทคโนโลยี

หวังว่าท่านคงจะได้ความรู้และไอเดียในการนำเทคโนโลยี Additive Manufacturing (AM) มาใช้งานสร้าง Tooling เพื่อการผลิตได้บ้างไม่มากก็น้อย สำคัญคือ ไม่ได้เน้นการใช้แทนเทคโนโลยีเดิมได้ทั้งหมด แต่เป็นการเติมเต็มจุดด้อยและข้อจำกัด เพื่อให้ได้งานที่ตอบโจทย์กับโลกอุตสาหกรรมยุคใหม่ ที่ต้องเร็ว ต้องแข่งขันด้านราคากับคู่แข่งได้ และยังต้องตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของตลาดอยู่เสมอ เพราะเทคโนโลยีเปลี่ยนเร็ว การรู้จักและเรียนรู้แต่เนิ่นๆ ล้วนสร้างความได้เปรียบแก่เรา และ บริษัท แอพพลิแคด จำกัด ก็พร้อมจะเป็นส่วนหนึ่งที่จะดูแลและเดินไปข้างหน้าพร้อมกับเพื่อนๆ ผู้ประกอบการทุกท่าน เพื่อก้าวเข้าสู่การเป็นประเทศไทย 4.0 (Thailand 4.0) ตามนโยบายของรัฐบาล และก้าวไปสู่โลกของการผลิตในยุคอุตสาหกรรม 4.0 (Industry 4.0) เพื่อที่จะสามารถแข่งขันในตลาดโลกได้อย่างยั่งยืน

alternative-tooling

Alternative Tooling ทางเลือกใหม่สำหรับการสร้าง Tooling เพื่อการผลิตในยุคอุตสาหกรรม 4.0

by admin

นับจากอดีตเมื่อเริ่มมีการปฏิวัติอุตสาหกรรมยุคแรกๆ เรื่อยมาจนถึงปัจจุบันที่เรากำลังเผชิญความท้าทายครั้งใหม่ ในการเข้าสู่อุตสาหกรรมในยุค 4.0 (Industry 4.0) เทคโนโลยีการผลิตได้พัฒนาไปอย่างมาก จนเรียกได้ว่าก้าวล้ำอนาคตเข้าไปทุกวัน และหนึ่งในเทคโนโลยีสำคัญที่ได้เข้ามามีบทบาทอย่างมาก แน่นอนเรากำลังพูดถึง 3D Printing นั่นเอง แล้วเราจะได้ประโยชน์จากการใช้งานเทคโนโลยีการพิมพ์แบบ 3 มิติ นี้ได้อย่างไร เจ้าสิ่งนี้จะช่วยเราได้อยากน้อยแค่ไหนในโลกการผลิตยุคใหม่ ตามผมมาเลยครับ

เชื่อว่าหลายๆ ท่านในวงการอุตสาหกรรมคงจะเคยได้ยินคำว่า Rapid Prototyping กันมานานแล้ว แม้ว่าปัจจุบันนี้จะเปลี่ยนชื่อใหม่เป็น 3D Printing หรือเทคโนโลยีการพิมพ์ 3 มิติ กับกระแสที่เรียกว่าแรงดีไม่มีตกอยู่ทุกวันนี้ จริงๆ แล้วไม่ว่าจะชื่อไหนก็มาจากหลักการเดียวกันก็คือ Additive Manufacturing (AM) หรือการผลิตแบบเพิ่มเนื้อนั่นเอง และแตกต่างโดยสิ้นเชิงกับการผลิตแบบเดิมที่เราใช้กันโดยแพร่หลายซึ่งเรียกว่า Subtractive Manufacturing หรือการผลิตแบบตัดเนื้อออก ตัวอย่างเช่น เครื่องจักร CNC เป็นต้น

Article_RP_01

ก่อนอื่นเราต้องเข้าใจความแตกต่างของกรรมวิธีการผลิตทั้ง 2 แบบ ก่อนนะครับ ซึ่งจะเป็นประโยชน์อย่างมากในการเลือกใช้ เพราะแต่ละวิธีต่างมีจุดเด่นกันคนละด้าน และเราคงไม่สามารถปฏิเสธเทคโนโลยีเดิมได้ แล้วเทคโนโลยี Subtractive Manufacturing มีข้อจำกัดอะไรในการผลิตบ้างล่ะ

  • มีข้อจำกัดเรื่องรูปทรง ความซับซ้อนของงาน เช่น ต้องไม่มี Undercut
  • มีของเสียในกระบวนการทำงานเยอะ
  • ไม่เอื้อต่อการผลิตจำนวนน้อย เพราะราคาจะสูงมาก
  • มีความยุ่งยากในกระบวนการทำงานและมีขั้นตอนเยอะ
  • ต้องอาศัยทักษะและแรงงานของมนุษย์ในเกือบทุกขั้นตอนการทำงาน
  • ต้องจัดทำเอกสารข้อมูล เพื่อใช้ในการสั่งงาน กระจายงาน
  • บ่อยครั้งต้องมีการว่าจ้างผู้ผลิตภายนอกหรือ Outsource

หลายๆ ข้อจำกัดที่กล่าวไปนั้น เป็นอุปสรรคต่อการทำงานในอุตสาหกรรมในยุค 4.0 ที่เน้นการเชื่อมโยงข้อมูลแบบอัตโนมัติและเป็นระบบที่ใช้คนน้อยมากๆ เพราะเครื่องจักรและอุปกรณ์ต่างๆ จะสามารถประสานงานกันได้เองผ่าน Internet หรือที่เรียกกันว่า Internet of Thing (IOT)

แล้วอะไรคือ Alternative Tooling หรือ Tooling ทางเลือกล่ะ จริงๆ แล้วความน่าสนใจก็คือ ต้องยอมรับว่าเทคโนโลยีเข้ามามีส่วนในโลกของการผลิตในแทบจะทุกจุด ใครมองเห็นโอกาสก่อนกัน และเห็นมุมที่จะใช้เทคโนโลยีได้มากกว่ากัน ซึ่งทุกๆโอกาสที่ผู้ผลิตต่างมองหาคงหนีไม่พ้นว่าจะทำอย่างไรถึงจะผลิตของได้คุณภาพดีขึ้น ราคาต้นทุนต่างๆ ลดลงเพื่อแข่งขันได้ และเวลาที่เร็วขึ้นในทุกๆ ขั้นตอนนั่นเอง โจทย์ใหญ่ตรงนี้เกือบทุกครั้งเทคโนโลยีเข้ามาช่วยเสมอ

Article_RP_01.02

การสร้าง Tooling ทางเลือกใหม่ก็เพียงการดึงเอาจุดเด่นของการผลิตแบบเพิ่มเนื้อมาใช้นั่นเอง ทั้งเรื่องของรูปทรงของงานที่เกือบจะเรียกได้ว่าไม่มีข้อจำกัด เราจึงจะได้เห็นรูปร่างหน้าตาที่เปลี่ยนไป แต่เปลี่ยนไปในลักษณะของการออกแบบได้ตรงตามความต้องการใช้งานมากขึ้น งานประกอบก็น้อยลงซึ่งหมายถึงค่า Error ต่างๆ ก็ลดลงไปด้วย ด้านของเสียในกระบวนการผลิตก็ลดลงเพราะไม่ต้องมีส่วนของเนื้อวัสดุที่ถูกตัดออกไป ส่วนประโยชน์ด้านอื่นๆ เช่น ลดในส่วนของการทำแบบหรือ Drawing และงานเอกสาร งานจัดซื้อจัดจ้าง งานที่ใช้เครื่องจักรหลายๆ ตัวมาช่วยกันทำ Tooling จนถึงงาน Outsource ก็ลดลงเพราะเราสามารถทำเองได้ด้วยเครื่อง 3D Printer เพียงเครื่องเดียว แถมยังใช้คนเพียงคนเดียวก็สามารถทำงานทั้งหมดนี้ได้อีกด้วย

Article_RP_01.03

นอกจากความสามารถของ Alternative Tooling ที่กล่าวมาแล้วนั้น ด้วยเทคโนโลยีรูปแบบนี้ทำให้เหมาะที่จะรองรับความต้องการสั่งผลิตในลักษณะ Mass Customization ของอุตสาหกรรมในยุค 4.0 ที่พฤติกรรมผู้บริโภคและโลกการผลิตเปลี่ยนไป เพราะมีต้นทุนการผลิตต่อชิ้นที่ต่ำมาก และมีรอบการเปลี่ยนแบบได้บ่อยๆ ซึ่งตัว Tooling นั้นต้องปรับตามไปด้วย

แล้วตอนนี้มีใครที่นำ Alternative Tooling ไปใช้งานบ้าง เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับวงการผลิตแล้วนะครับ โดยเฉพาะในต่างประเทศเริ่มนำมาใช้กันสักระยะหนึ่งแล้ว และได้มีการปรับปรุงพัฒนากันมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เหมาะสมกับงานและกระบวนการผลิตในต่างละสาขา และแน่นอนว่ามีหลายๆ บริษัทในประเทศไทยของเราที่ได้นำเทคโนโลยีนี้เข้ามาช่วยงานด้วยเช่นกัน

สำหรับเครื่อง 3D Printer ซึ่งเป็นหัวใจหลักของ Alternative Tooling นั้นบริษัท Stratasys ก็เป็นผู้บุกเบิกที่สำคัญในการนำเอาเทคโนโลยี Additive Manufacturing (AM) นี้มาใช้ในงานสายการผลิต เพราะผลิตภัณฑ์ของบริษัทมีจุดเด่นในเรื่องคุณภาพงานและวัสดุที่ผลิตด้วยเครื่อง 3D Printer ของ Stratasys มีให้เลือกใช้ตรงตามความต้องการของ Tooling ที่เรากำหนด

นอกจากนี้ยังได้มีการเก็บรวบรวมข้อมูลและ Case Study งานที่ได้ร่วมกันทำและเรื่องราวความสำเร็จจากบริษัทชั้นนำทั่วโลกถึงประสิทธิภาพและประโยชน์ของ Alternative Tooling ซึ่งรวมถึงอุตสาหกรรมการผลิตของไทยเราด้วยเช่นกัน

Article_RP_01.04

การผสมผสานที่ลงตัว

อย่างที่ทราบว่าทั้ง 2 เทคโนโลยีต่างมีข้อดีกันคนละแบบ ในบางครั้งเราก็สามารถทำงานแบบผสมผสานเข้าด้วยกันได้เลย เช่น บางจุดที่เราต้องการควมคุมค่า Accuracy ให้ได้ในระดับพรีซิชั่นสูงๆ ก็สามารถใช้การกัดด้วยเครื่อง CNC เฉพาะจุดหรือบริเวณนั้นๆ ได้ รวมถึงการเจาะและการต๊าปเกลียวต่างๆ นอกจากนั้นยังสามารถใช้การประกอบงานที่ผลิตจากเครื่อง 3D Printer เป็นชุดย่อยเข้ากับแผ่นฐานที่เป็นโครงสร้างหลักของ Jig & Fixture เพื่อให้งานแข็งแรงหรือสำหรับงานใหญ่ๆ ได้

Article_RP_01.05

ถึงบทนี้หวังว่าคุณผู้อ่านคงจะได้ความรู้และไอเดียในการนำเทคโนโลยี Additive Manufacturing (AM) มาใช้งานสร้าง Tooling เพื่อการผลิต ได้บ้างไม่มากก็น้อย สำคัญคือไม่ได้เน้นการใช้แทนเทคโนโลยีเดิมได้ทั้งหมด แต่เป็นการเติมเต็มจุดด้อยและข้อจำกัดเพื่อให้ได้งานที่ตอบโจทย์กับโลกอุตสาหกรรมยุคใหม่ ที่ต้องเร็ว ต้องแข่งขันด้านราคากับคู่แข่งได้ และยังตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของตลาดอยู่เสมอ เพราะเทคโนโลยีเปลี่ยนเร็ว การรู้จักและเรียนรู้แต่เนิ่นๆ ล้วนสร้างความได้เปรียบแก่เรานะครับ และบริษัทแอพพลิแคดก็พร้อมจะเดินไปข้างหน้ากับเพื่อนๆ ผู้ประกอบการทุกท่านเพื่อก้าวเข้าสู่โลกการผลิตของอุตสาหกรรมในยุค 4.0 ที่มีความสนุกและความท้าท้ายรอเราอยู่ ขอบพระคุณครับ

บทความ : สุชนม์ โพธิ์พริก 3D Printing Solution Dept.

เปิดตัวครั้งแรกของโลกกับเครื่องพิมพ์ 3 มิติ แบบ Full Color จาก Stratasys

by admin

เมื่อต้นเดือนเมษายน 2559 ที่ผ่านมา มีข่าวใหญ่สำหรับวงการเครื่องพิมพ์ 3 มิติ (3D Printer) ซึ่งต้องเรียกว่าสร้างความสั่นสะเทือนให้กับวงการไม่ใช่น้อย สำหรับการเปิดตัวเครื่องพิมพ์รุ่นล่าสุดที่พกเอาความสามารถมาแบบล้นเหลือ นั่นคือ เครื่องพิมพ์ 3 มิติ รุ่น J750 จากบริษัทสตราเทซีส (Stratasys) ผู้นำด้านเทคโนโลยีเครื่องพิมพ์ 3 มิติจากสหรัฐอเมริกา โดยมี บริษัท แอพพลิแคด จำกัด เป็นตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการในประเทศไทย โดยทั้งนี้  รุ่น J750 จะทำให้ท่านไม่ต้องมายุ่งยากในการทำสีชิ้นงานเพื่อความสมจริง ก่อนนำไปใช้งานอีกต่อไป ทั้งการนำเสนองาน และการผลิตที่เรียกได้ว่าออกแบบโมเดล 3 มิติไว้อย่างไร ก็สร้างออกมาเป็นของจริงที่จับต้องได้กันแบบนั้นเลย

3D Printer Full Color_01

โดยต้องขอกล่าวถึงความสามารถเดิมที่มีมาก่อนหน้านี้ ในเรื่องการสร้างชิ้นงานแบบหลายวัสดุในการพิมพ์ครั้งเดียว(Multi-Material) ของเครื่องพิมพ์ที่ใช้เทคโนโลยี PolyJet ที่ใช้หลักการพ่นวัสดุเรซิ่นเหลวออกมาเป็นชิ้นงาน และพัฒนาต่อยอดมาเป็นการพิมพ์แบบหลายวัสดุและหลายสี (Multi-Color Multi-Material) ในครั้งเดียวเช่นกัน ซึ่งมีข้อจำกัดอยู่บ้าง เช่น ใช้วัสดุได้แค่ 3 สีหรือ 3 ชนิดวัสดุเท่านั้น และสีที่ได้ยังไม่สามารถทำได้แบบสมจริงมากนัก แต่ด้วยการพัฒนาล่าสุดของบริษัทสตราเทซีสทำให้เราสามารถสร้างชิ้นงานได้ เสมือนจริงมากขึ้นไปอีกขั้นกับเครื่องพิมพ์ 3 มิติ รุ่น J750 ที่รองรับวัสดุได้สูงสุดถึง 6 ชนิด พร้อมซอฟต์แวร์ PolyJet Studio™ เวอร์ชั่นใหม่ สำหรับทำหน้าที่สั่งงานให้กับตัวเครื่อง ช่วยให้สามารถสร้างสีสันได้สวยสดใสแบบไล่ระดับสีได้ถึง 360,000 เฉดสี พร้อมความสด และจัดจ้านของเนื้อสีแบบ  Vivid Color ที่ไม่ต้องพึ่งพากระบวนการตกแต่งเก็บงานแบบเดิมที่ต้องขัดต้องพ่นสีกันอีก ต่อไป

3D Printer Full Color_02นอก จากความสามารถด้านสีแล้ว  J750 รุ่นนี้ยังคงความสามารถด้านอื่นๆ อีกเพียบ ทั้งการสร้างแม่พิมพ์สำหรับใช้ฉีดพลาสติก(Injection Mold) การสร้างเครื่องมือและอุปกรณ์สำหรับงานผลิต(Production Tools) การสร้างชิ้นงานสำหรับช่วยเป็นสื่อการสอน รวมถึงงานที่ต้องการสร้างให้ออกมาเป็นของจริงที่จับต้องได้จากไฟล์งาน 3 มิติที่เราออกแบบกันอยู่ ที่โดยทั่วไปเครื่องพิมพ์ 3 มิติที่มีในท้องตลาดไม่สามารถทำสีสรรแบบนี้ได้ หรือที่มีอยู่ก็ไม่สามารถให้คุณภาพสีได้เทียบเท่า

3D Printer Full Color_03ดู เหมือนโลกของเครื่องพิมพ์ 3 มิติจะหมุนไปไวเกินกว่าที่เราจะคาดคิด จากยุคแรกๆ ที่เป็นแค่การสร้างงานต้นแบบที่ใช้กันในวงแคบๆ อย่างอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ หรือเป็นของไฮเทค ล้ำๆ แต่ทุกวันนี้มันเริ่มเข้ามาใกล้ตัว เข้าสู่ชีวิตประจำวันเรามากขึ้น แน่นอนครับมันเป็นเรื่องที่ต้องเป็นไปอยู่แล้วสำหรับเทคโนโลยี เพียงแต่เราจะรู้จักเรียนรู้ และพร้อมสำหรับการนำมันมาใช้งานให้เกิดประโยชน์กับเราได้อย่างไรต่างหาก และเพราะเครื่องพิมพ์ 3 มิติ ไม่ได้ทำได้แค่ชิ้นงานต้นแบบเหมือนแต่ก่อนที่เราเข้าใจกัน ซึ่งความเป็นจริงเครื่องในระดับอุตสาหกรรมสามารถช่วยเราทำงานได้มากกว่านั้น แค่เพียงต่อยอดมันเข้ากับงานออกแบบของท่าน …..ทีนี้คุณอยากได้อะไรละครับ?

บทความโดย สุชนม์ โพธิ์พริก

ข้อพิจารณาก่อนตัดสินใจเลือกซื้อเครื่อง 3D Printer

สวัสดีครับคุณผู้อ่านทุกท่านช่วงนี้เป็นช่วงอากาศเปลี่ยนฤดู เข้าสู่ฤดูร้อนกันแล้วนะครับ บางคนก็มีทริปเที่ยวต่างๆ ให้คลายร้อนกัน และช่วงใกล้เทศกาลสงกรานต์หรือปีใหม่ไทย บางท่านก็มีการเตรียมเลือกซื้อของขวัญ ของฝาก ให้กับบุคคลที่เคารพนับถือกัน ญาติผู้ใหญ่ บุคคลที่เป็นที่รัก และที่สำคัญก็ไม่ควรลืมที่จะให้ของขวัญกับตนเองด้วยนะครับ

ถ้าจะพูดถึงเรื่องการเลือกซื้อของให้ผู้อื่นนั้นคงจะลำบากไม่เท่าไหร่นัก แต่พอจะเลือกให้ตัวเองล่ะสิครับ คำถามเกิดขึ้นเยอะเลย เช่น จะซื้อเสื้อสีดำที่แขวนโชว์อยู่หน้าร้าน แต่ดันไม่ชอบกระดุมสีทอง ที่ติดมากับเสื้อ หรือชอบรถรุ่นนี้ แต่รุ่นอื่นให้ออฟชั่นเยอะกว่า แถมราคาถูกกว่าด้วย เฮ้อ..โลกก็เป็นแบบนี้ล่ะ อะไรที่เราชอบเมื่อพิจารณามันไปเลื่อยๆ ก็จะเห็นข้อติ ข้อด้อย แล้วถ้าจะเลือกซื้อ 3D Printer ล่ะควรจะทำอย่างไร!!!!

สำหรับใครที่กำลังมองหาเครื่อง 3D Printer มาใช้กันอยู่ วันนี้ผมมีหลักในการเลือกซื้อมาฝากกันครับ แต่ก่อนอื่นเราต้องเข้าใจธรรมชาติของการซื้อกันก่อน มนุษย์เรามักจะซื้อสินค้าด้วยสองปัจจัยหลัก อย่างแรกคือ อารมณ์ ซึ่งส่วนใหญ่เราจะซื้อสินค้ากันด้วยปัจจัยนี้ซะส่วนใหญ่ เช่น ระหว่างที่เรากำลังเดินไปทานข้าวมื้อค่ำ ช่วงทางผ่านมีร้านขายดอกไม้ คุณกวาดตาไปเห็นดอกลิลลี่ สีเหลืองบานฉ่ำ ก้านยาวตรงเรียวสวย ยังไม่ทันจะถามราคากับคนขายเลย คุณก็จะชี้นิ้วบอกกับคนขายว่า “ เอาดอกลิลลี่นี้ หนึ่งดอก” พร้อมกับหยิบเงินให้กับคนขาย โดยที่ไม่สนใจด้วยซ้ำว่าดอกไม้นี้แหล่งที่ปลูกคือ ที่ไหน? เป็นไม้นำเข้ารึป่าว? คุณจะไม่สนว่า หลังจากซื้อดอกไม้ดอกนั้นแล้วคุณจะทำอะไรกับมันต่อ เอาไปปักแจที่บ้านดีไหม? หลังจากมื้อค่ำแล้วมันจะเหี่ยวไหม? พอหลังจากคุณทานมื้อค่ำเสร็จ คุณเริ่มรู้สึกว่าดอกไม้ที่ถือมานี่มันช่างน่ารำคาญเหลือเกิน จากนั้นคุณก็จะเริ่มหาทางกำจัดดอกไม้นั้นทิ้งไปซะ พอคุณกำจัดมันออกไปได้ คุณจะกลับไปคิดถึงตอนที่ซื้อ ว่าไร้เหตุผลสิ้นดี ซึ่งแบบนี้คงจะไม่มีเหตุผลมาอธิบายเพราะเป็นเรื่องของอารมณ์

ส่วนปัจจัยที่สองคือ การซื้อด้วยเหตุผล ซึ่งอันนี้ล่ะครับที่สำคัญ ในการเลือกซื้อเครื่อง 3D Printer สิ่งที่ต้องตั้งคำถามก่อนเลยคือ “จะเอาไปใช้ประโยชน์อะไร” อย่าปล่อยให้เครื่อง 3D Printer เป็นเหมือนกับดอกลิลลี่ ที่เมื่อซื้อมาแล้วก็ไม่รู้จะจัดการกับมันอย่างไร มาดูกันครับว่าเราจะมีหลักในการตัดสินใจเลือกเครื่อง 3D Printer ด้วยเหตุผล อย่างไรกันบ้าง

โดยผมมีข้อพิจารณาให้ 5 ข้อ เพื่อช่วยในการเลือกซื้อเครื่อง 3D Printer

1. เครื่อง 3DP ที่คุณจะซื้อมีประสิทธิภาพมากพอที่จะตอบโจทย์งานของคุณได้มาแค่ไหน?

2. เครื่อง 3DP นั้นใช้งานง่ายแค่ไหน?

3. เมื่อมีเครื่อง 3DP แล้วจำเป็นต้องมีอุปกรณ์อื่นต่อพ่วงอีกไหม?

4. อันตรายจากเครื่อง 3DP มีหรือไม่?

5. เมื่อเครื่องที่เราซื้อมามีปัญหาใครจะแก้ไขให้ได้?

เริ่มจากข้อแรกผมได้ทำเป็นตารางสรุปเพื่อทดสอบประสิทธิภาพของเครื่องแต่ละรุ่นมาให้ดูครับ

3DP, 3D Printer, 3D Printing

       จากตารางเราจะเห็นเครื่องทั้งสี่นั้นมีคุณสมบัติที่ไม่ได้แตกต่างอะไรกันมาก แต่การที่เราจะเลือก อะไรนั้นดูแค่สเปคอย่างเดียวไม่พอ เราต้องทดสอบการใช้งานกันก่อนครับ โดยเราได้ทดสอบโดยการให้เครื่องทั้งหมด ปริ้นชิ้นงานรูปแบบเดียวกันตามรูป โดยมีเงื่อนไขว่าหลังจากปริ้นเสร็จแล้วชิ้นงานที่ปริ้นออกมาจะต้องประกอบเข้าได้ด้วยกันพอดี

3DP, 3D Printer, 3D Printing

       โดยหลังจากการทดสอบเราพบว่าชิ้นส่วนแต่ละชิ้นที่ทำออกมาก็พอมองออกเป็นรูปเป็นร่างได้ แต่สิ่งที่แต่ต่างกันดูเหมือนจะเป็นเรื่องของสัดส่วนและความแม่นยำที่เครื่องแต่ละยี่ห้อให้ผลลัพธ์ที่ต่างกันออกไป

3DP, 3D Printer, 3D Printing

       ดังจะเห็นได้จากรูป ถ้าเรามองผ่านๆ ก็คงไม่ได้สังเกตถึงข้อผิดพลาดอะไรบางอย่างบนตัวชิ้นงาน แต่เหมือนเราลองนำมาใช้งาน ลองมาประกอบ เราก็จะรู้ได้ว่า ผลลัพธ์ที่ได้จากเครื่องตอบโจทย์เราหรือไม่?

ต่อกันที่ข้อสอง “เครื่อง 3DP นั้นใช้งานง่ายแค่ไหน?”

       ด้วย Concept ที่ว่า 3D Printing ภาพลักษณ์ของเครื่อง 3D Printer จึงไม่ควรแตกต่างจากเครื่อง Inkjet ที่เราใช้ปริ้นกระดาษและคุ้นเคยกันดี คือต้องง่ายตั้งแต่การตั้งค่าก่อนปริ้นไปจนถึงการบำรุงรักษาเบื้องต้น ลองมาดูจากข้อมูลดังต่อไปนี้ดูนะครับ

3DP, 3D Printer, 3D Printing

       หากเรามองเรื่องการใช้งานเครื่องว่า ง่ายหรือยาก ? เป็นแค่เรื่องของซอฟต์แวร์อย่างเดียว เราก็คงไม่พบถึงความแตกต่างอย่างชัดเจน เราลองมาดูถึงขั้นตอนการขึ้นชิ้นงานกันดูนะครับ

3DP, 3D Printer, 3D Printing

       ปัญหาส่วนใหญ่ที่ผู้ใช้มักพบจะเป็นเรื่องหลังจากที่สั่งขึ้นชิ้นงานไปแล้ว จากเครื่องมากกว่า ปัญหาที่เกิดจากซอฟต์แวร์ คือเมื่อขณะที่เครื่องกำลังทำงานอาจจะมีปัญหาเกี่ยวกับวัสดุไม่ถูกฉีดออกมา หรือฉีดออกมาแล้วไม่สมบูรณ์บ้าง อันเนื่องมาจากปัจจัยหลายอย่างไม่ว่าจะเป็น ความชื้นของวัสดุที่มากจนทำให้คุณสมบัติต่างๆ ของพลาสติกเปลี่ยนไป, การควบคุมอุณภูมิการหลอมละลายของพลาสติกแต่ละชนิดที่ไม่คงที่ (Melting Point), การควบคุมอุณหภูมิ รอบชิ้นงาน (Ambient Temp) ที่จะมีผลต่อการยืดและขยายตัวของชิ้นงาน เป็นต้น ปัจจัยทั้งหมดนี้มีผลทำให้เกิดปัญหาระหว่างขึ้นชิ้นงานได้ ซึ่งหากเครื่องที่มีการออกแบบที่ได้มาตรฐานจะมีการป้องกันปัญหาพวกนี้ไว้อยู่แล้ว ในข้อนี้ผมมีคำแนะนำให้ผู้ที่ต้องการซื้อเครื่องควรเข้าไปขอทดลองใช้งานเครื่องเลยครับว่าง่ายจริงอ่ะป่าว

ข้อสาม “เมื่อมีเครื่อง 3DP แล้วจำเป็นต้องมีอุปกรณ์อื่นต่อพ่วงอีกไหม?”

      หลายครั้งที่เราซื้อเครื่องมาแล้วพบว่ายังไม่จบ..ยังต้องมีเครื่องล้างชิ้นงาน, เครื่องสำรองไฟ, คอมพิวเตอร์ เพราะฉะนั้นเราต้องสอบถามกับทางผู้จำหน่ายให้ดีเสียก่อนว่าอุปกรณ์ที่แถมและอุปกรณ์ที่ต้องซื้อเพิ่มมีอะไรบ้าง

สี่ “อันตรายจากเครื่อง 3DP มีหรือไม่?”

       เครื่อง 3DP ที่ดีควรต้องเป็นเครื่องที่เป็นมิตรต่อผู้ใช้งาน (Office Friendly) ซึ่งอาจรวมไปถึงการนำเอาชิ้นงานไปใช้ด้วย จากด้วยตัวอย่างในภาพที่เห็นอยู่นี้เป็นการแสดงให้เห็นถึงการแกะวัสดุรองรับหรือ Support ออกจากชิ้นงาน ซึ่งโดยปกติแล้ววัสดุลองรับชิ้นงานจะมีแบบคือ แบบ Soluble Support (ละลายตัวได้) และ Break Away (แกะออกด้วยมือ)

3DP, 3D Printer, 3D Printing

       ข้อได้เปรียบของการใช้วัสดุรองรับแบบละลายตัวได้คือ เราสามารถลดความเสี่ยงที่จะทำให้ชิ้นงานเสียหายอันเนื่องมาจากการแกะวัสดุรองรับออกจากชิ้นงาน และที่สำคัญคือลดอันตรายที่อาจเกิดขึ้นจากอุปกรณ์ หรือเครื่องมือที่ใช้แกะวัสดุรองรับออกจากชิ้นงานด้วย

ข้อพิจารณาสุดท้าย “เมื่อเครื่องที่เราซื้อมามีปัญหาใครจะแก้ไขให้ได้?”

       อันนี้อาจต้องสอบถามจากทางผู้จำหน่ายให้เคลียร์ก่อนจะมีการซื้อขาย เพราะถ้าเราได้ซื้อกับทางตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการ ก็จะสามารถวางใจได้ระดับหนึ่งในเรื่องของอะไหล่และทีมงานที่ได้การถ่ายทอดตรงมาจากโรงงานผลิตอีกด้วย ส่วนถ้าเป็นเครื่องที่นำเข้ามาเองแล้วต้องมาประกอบเอง (Set Up) อันนี้สิ่งที่ทำได้อย่างหนึ่งคือ ทำใจครับ…

และท่านไหนที่สนใจและอยากทดสอบการใช้งานเครื่องปริ้น 3D Printer สามารถเข้าไปได้ที่ I AM MAKER : 3D Printer Cafe & Store ท่านสามารถออกแบบและปริ้นชิ้นงานด้วยตัวท่านเอง โดยมีผู้เชี่ยวชาญให้คำปรึกษา  หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติม คลิกที่นี่

ข้อมูลเพิ่มเติมติดต่อ
Tel: 087-6998336 , 095-3655776
Email: sales@i-am-maker.com

บทความ : ชัยวัฒน์ พฤฒิพงศ์พิบูลย์

การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีการผลิต 3 มิติ

by admin

เป็นที่ยอมรับกันว่ารูปแบบการตลาดในโลกปัจจุบัน รวมทั้งของประเทศไทยเราเองนั้นได้มีความเปลี่ยนแปลงไปจากแต่ก่อนมาก ทั้งในส่วนของผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ หรือระยะเวลาการออกสู่ท้องตลาดในแต่ละรุ่นก็สั้นลงจากแต่ก่อนมาก เมื่อก่อนกว่าจะเปลี่ยนรุ่นเปลี่ยนโมเดลกันทีก็ใช้เวลาเป็นปี แต่เดี๋ยวนี้เรียกว่าเปลี่ยนรุ่นแบบรายเดือนหรือรายปีกันเลยทีเดียว

เมื่อเข้าใจกับความเปลี่ยนแปลงของโลกยุคโลกาภิวัฒน์แล้ว ก็ย้อนกลับมาดูองค์กรของเรา บริษัทของเราว่าจะปรับตัวให้หมุนทันกับการเปลี่ยนแปลงของโลกอย่างไรในการที่จะเข้ามาช่วยเสริมจุดแข็ง ลดและกำจัดจุดอ่อน เพื่อให้เราตอบสนองกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นมากมายกับโลกธุรกิจในปัจจุบันนี้ ก็คงหนีไม่พ้นการนำเทคโนโลยีใหม่ๆ อย่างเทคโนโลยีการผลิต 3 มิติ เข้ามาช่วย ด้วยจุดเด่นในหลายๆ ด้านของเครื่อง Fortus จากบริษัท Stratasys ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งมีความสามารถหลักๆ ในการสร้างวัตถุ 3 มิติ โดยปราศจากแม่พิมพ์ ซึ่งทำให้เราได้ชิ้นงานที่จับต้องได้ นำไปใช้งานจริงได้ (ในบางกรณี) ตลอดจนนำไปใช้ในการสร้าง Tools เพื่อช่วยในกระบวนการผลิต ก็สามารถที่จะทำให้เราเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน เพิ่มศักยภาพของการทำงาน ลดของเสียที่เกิดจากการลองผิดลองถูก ลดต้นทุนและค่าใช้จ่ายต่างๆ โดยเมื่อกล่าวถึงการทำงาน เริ่มตั้งแต่การวาง Concept การสร้างต้นแบบ เพื่อศึกษาการทำงาน ลดความผิดพลาดต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นในการทำงานของการ Design เพื่อให้ได้โมเดลต้นแบบที่มีความสมบูรณ์ที่สุด ก่อนจะนำไปสู่กระบวนการผลิตเพื่อออกมาเป็นสินค้าที่มีมูลค่าออกขายสู่ท้องตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ สามารถแข่งขันกับสินค้าคู่แข่งได้ต่อไป

การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีการผลิต 3 มิติ

ภาพอธิบายความสูญเสียด้านค่าใช้จ่าย ที่หากเราสามารถควบคุมความผิดพลาดได้ตั้งแต่ขั้นตอนการวาง Concept Design
ได้ค่าใช้จ่ายที่เสียไปอาจจะไม่เท่าไหร่ แต่ถ้าปล่อยให้เกิดความผิดพลาดในขั้นตอนการผลิตแล้วนั้น ความสูญเสียจะมากกว่าหลายเท่า

ในส่วนนี้จะขอนำตัวอย่างการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีการผลิต 3 มิติ ด้วยเครื่อง Fortus เพื่อเป็นไอเดียในการนำไปใช้งานต่อไป

Polaris (Concept Modeling)

การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีการผลิต 3 มิติ

       บริษัทผู้ผลิตยานยนต์ประเภท ATV และ Snowmobile จากสหรัฐอเมริกาได้นำเอาเทคโนโลยีการผลิต 3 มิติ เข้ามาช่วยในการออกแบบและวาง Concept ของรถแต่ละรุ่น เพื่อให้ได้รูปแบบที่ถูกต้อง มีประสิทธิภาพ เหมาะสมกับการใช้งานมากที่สุด ซึ่งทาง Polaris สามารถที่จะสร้างชิ้นส่วนต่างๆ เพื่อนำมาประกอบได้ภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง หลังจากผ่านขั้นตอนการออกแบบด้วย Software 3D CAD

การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีการผลิต 3 มิติ


BMW (Manufacturing Tools)

การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีการผลิต 3 มิติ

       บริษัทผู้ผลิตรถยนต์แบรนด์ดังของโลกจากประเทศเยอรมัน ได้มองเห็นถึงจุดเด่นของการสร้าง Tooling แบบใหม่ด้วยเทคโนโลยีการผลิต 3 มิติ ด้วยเครื่อง Fortus ที่สามารถจะสร้างเครื่องมือเครื่องใช้ในการผลิตและการประกอบชิ้นส่วนของรถในจุดต่างๆ เช่น Jig สำหรับติด Emblem Logo ของรถรุ่น M3 ซึ่งมีข้อดีกว่าการใช้ Jig แบบเดิมที่ผลิตด้วยอะลูมิเนียมที่ต้องผ่านการ Machine และแยกประกอบแบบเดิม อีกทั้งน้ำหนักที่มากก็สร้างความเมื่อยล้าแก่ผู้ทำการประกอบ และยังอาจจะสร้างรอยตำหนิให้ตัวรถในระหว่างการใช้งาน เพราะเป็นวัสดุโลหะ แต่หลังจากได้ทำการปฏิวัติการสร้างและการออกแบบขึ้นใหม่ด้วยเครื่อง Fortus ทำให้เราได้ Tooling แบบใหม่ที่มีน้ำหนักเบา (พลาสติก ABS) มีรูปทรงที่ถูกออกแบบมาให้เหมาะสมกับหลักสรีรศาสตร์ ทำให้ใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีการผลิต 3 มิติ


RLM Industries (Investment Casting)

การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีการผลิต 3 มิติ

       บริษัทผู้ผลิตชิ้นส่วนประกอบของเครื่องยิงจรวดจากสหรัฐอเมริกา สามารถแก้ไขปัญหาการผลิตที่ต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขของเวลา ได้ใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีการผลิต 3 มิติ ด้วยเครื่อง Fortus ในการสร้างชิ้นส่วน Pattern สำหรับงานหล่อด้วยกรรมวิธี Investment Casting ที่สามารถตัดขั้นตอนของการสร้างแม่พิมพ์ที่ใช้สำหรับการฉีด Wax pattern ก่อนนำไปเคลือบเปลือกเซรามิก ตาม Process การหล่อโลหะต่อไป ซึ่งด้วยความสามารถของเครื่อง Fortus สามารถที่จะสร้างชิ้นงานสำหรับใช้เป็นแบบ Pattern สำหรับงานหล่อโลหะได้เลย เพราะมีจุดเด่นตรงที่นอกจากเป็นวัสดุพลาสติก ABS แล้วยังสามารถเลือกรูปแบบการฉีดเนื้อภายในชิ้นงานให้มีลักษณะเหมือนรังผึ้ง (Sparse fill interior) ที่เมื่อโดนความร้อนในขั้นตอนการ Burn out pattern ก็สามารถที่จะเผาออกได้ก่อนเทน้ำโลหะเพื่อทำการหล่อต่อไป

การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีการผลิต 3 มิติ

       จากที่ได้ยกตัวอย่างมาในเบื้องต้นนั้น ก็เพื่อสื่อให้เห็นถึงรูปแบบการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีการผลิต 3 มิติ ด้วยเครื่อง Fortus เพื่อนำไปใช้งานในรูปแบบต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ มากกว่าเทคโนโลยีการสร้างชิ้นงานต้นแบบ 3 มิติแบบทั่วๆ ไปที่มีข้อจำกัดที่เนื้อวัสดุ ทั้งแป้ง เรซิ่น ผงโพลีเมอร์ และอื่นๆ ตลอดจนเรื่องของขนาดความเที่ยงตรงของชิ้นงานที่ผลิตออกมานั้น มีความถูกต้องใกล้เคียงแบบที่ออกแบบมามากน้อยเพียงใด เพราะด้วยองค์ประกอบต่างๆ เหล่านี้ล้วนมีผลต่อคุณภาพของชิ้นงานที่ได้ออกมา

       ทั้งหมดนี้เป็นเพียงตัวอย่างบางส่วนให้เห็นว่าเทคโนโลยี 3D Printer สามารถเข้ามาช่วยในกระบวนการผลิตและการทำงานของเราได้จริงๆ ผ่านการยอมรับจากการใช้งานจริงโดยบริษัทชั้นนำ ทีนี้ก็คงต้องฝากไว้เป็นไอเดียเพื่อให้คุณผู้อ่านได้นำไปทดลองใช้งานดูละครับ

สุชนม์ โพธิ์พริก แผนก RP+3D Scan