Tag Archives

95 Articles

จักรยานมีดีไซน์จาก 3D Printer

by admin
นับตั้งแต่มีการค้นพบจักรยานเป็นเรื่องราวในศตวรรษที่ 19 จักรยานมีหน้าที่รองรับการใช้งานของเราในรูปแบบที่หลากหลาย แต่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา จักรยานถือเป็นพาหนะที่ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และได้กลายเป็นวิถีชีวิตแบบใหม่ไปเสียแล้ว ทั้งในรูปแบบปั่นเที่ยวเล่น ปั่นอย่างจริงจังภายในเมือง ปั่นระยะทางไกล หรือใช้ปั่นออกกำลังกาย  จึงทำให้มีความคิดใหม่เกี่ยวกับการผลิตจักรยานขึ้นมามากมายไม่ขาดสาย ทั้งนักวิทยาศาสตร์ วิศวกร ต่างพยายามศึกษาหาความคิดสร้างสรรค์ใหม่ๆ เพื่อนำมาผนวกในการสร้างจักรยานที่น้ำหนักเบา การออกแบบเฟรม และรูปทรงที่สอดคล้องสรีระการขับขี่ของมนุษย์ ในขณะที่อีกด้านหนึ่งก็มีจักรยานจำนวนมากที่ถูกผลิตออกมาจากโรงงานเพื่อตอบสนองความต้องการที่ขยายตัวอย่างรวดเร็ว

 

ARC-bike-1

และเทคโนโลยีการพิมพ์ 3 มิติ (3D Printing) ก็เป็นอีกหนึ่งเทคโนโลยีที่เข้ามาเป็นทางเลือกให้กับวงการการออกแบบ และการผลิต Model หรือชิ้นส่วนจักรยาน เพื่อนำไปทำเป็น Prototype, Production หรือแม้แต่อะไหล่ผลิตภัณฑ์ต่างๆ ที่ เสียหายไปแล้วได้ตามความต้องการ หรือได้ตามสรีระของผู้ขับขี่ (Made to Measure) แต่ละคนเลยทีเดียว และนอกจาก 3D Printing จะผลิตชิ้นส่วน แบบ Made to Measure ได้ทั้งคันแล้ว ขบวนการผลิตนี้ยังสามารถทำได้อย่างรวดเร็ว และมีความยืดหยุ่นในการปรับเปลี่ยนดีไซน์อีกด้วย โดยจะขอรวบรวมจักรยานดูดีมีสไตล์จากการผลิตด้วยเทคโนโลยี 3D Printing มาฝากนะคะ

 ARC-bike-2ARC-bike-3

 

Arc Bicycle เป็นโปรเจคของนักศึกษาในหลักสูตร Advanced Prototyping จากมหาวิทยาลัย TU Delft (Delft University of Technology) ประเทศเนเธอร์แลนด์ จักรยานคันนี้ผลิตโดยการใช้เทคโนโลยี 3D Printed ซึ่งใช้สเตนเลสสตีลเป็นวัสดุ มีน้ำหนัก 20 กิโลกรัม สามารถใช้งานได้จริง มีความสวยงามและมีความแข็งแรงทนทานมากกว่าจักรยาน 3D Printed ที่เคยทำกันมาก่อนหน้านี้ ซึ่งทีมผู้ประดิษฐ์มีการออกแบบให้ตัวเฟรม หรือโครงสร้างของจักรยานเป็นรูปทรงตาข่ายแบบฟรีฟอร์ม มีความโปร่ง เพื่อให้มีน้ำหนักไม่มากเกินไป แต่ในขณะเดียวกันก็มีความแข็งแรงเป็นพิเศษ โดยไม่ต้องใช้ท่อโลหะและการเชื่อมท่อตามวิธีการผลิตจักรยานโลหะแบบปกติ สามารถใช้ขี่บนทางถนนหิน (Cobbled road) ที่มีอยู่ทั่วไปในยุโรปได้สบายๆ การผลิตใช้แขนหุ่นยนต์ในการ “พิมพ์” สเตนเลสสตีลและเรซิ่น เรียงกันเป็นชั้นๆ จนได้รูปทรงดังที่ได้ออกแบบไว้ ซึ่งเทคโนโลยีนี้ช่วยลดข้อจำกัดในการพิมพ์ 3 มิติ โครงสร้าง หรือวัตถุขนาดใหญ่ได้โดยไม่จำกัดรูปร่างและทิศทาง

 

Solid bike1Solid bike2

 

SOLID คือ จักรยานที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อส่งเข้าประกวดในงาน Oregon Manifest Competition โดย Industry ทีมดีไซเนอร์จาก Portland ในสหรัฐอเมริกา

SOLID ผลิตด้วยวัสดุไทเทเนียม มีน้ำหนักเบา ขึ้นรูปด้วยเทคโนโลยีการพิมพ์ 3มิติ (3D Printing) มีการออกแบบที่สวยงาม ทันสมัย และมาพร้อมกับแอพพลิเคชั่นที่ใช้เชื่อมต่อกับโทรศัพท์ได้

 Trek1Trek2

 

TREK จักรยานมีดีไซน์สวยงาม มีการใช้เทคโนโลยี 3D Printing ในการออกแบบตัวจักรยาน พร้อมอุปกรณ์เสริม ซึ่งเครื่อง 3D Printer ที่นำมาใช้ในการพัฒนาจักรยาน TREK นี้ก็มีชื่อว่า Objet500 Connex3 เป็นอีกขั้นของการพัฒนา 3D Printing ใกล้เคียงกับการผลิตจริงมาขึ้น สามารถสร้างชิ้นงานออกมาเป็นสีแบบ Multi-color ได้เสร็จสมบูรณ์ด้วยเครื่องเดียว ในด้านของวัสดุก็แข็งแรงเพิ่มขึ้นจากของเดิมด้วยวัสดุตัวใหม่ที่ชื่อว่า Digital-ABS2 ซึ่งพัฒนามาให้มีประสิทธิภาพสูงจากเดิมในหลายๆ ด้าน พร้อมทั้งยังรักษาความเป็นสุดยอดเทคโนโลยี ด้วยการนำวัสดุแบบแข็ง แบบใส แบบยาง มาผสมจนก่อเกิดเป็นวัสดุใหม่ๆ ให้เราได้ใช้ตามต้องการอีกด้วย

BY: White Tofu

ข้อพิจารณาก่อนตัดสินใจเลือกซื้อเครื่อง 3D Printer

by admin

สวัสดีครับคุณผู้อ่านทุกท่านช่วงนี้เป็นช่วงอากาศเปลี่ยนฤดู เข้าสู่ฤดูร้อนกันแล้วนะครับ บางคนก็มีทริปเที่ยวต่างๆ ให้คลายร้อนกัน และช่วงใกล้เทศกาลสงกรานต์หรือปีใหม่ไทย บางท่านก็มีการเตรียมเลือกซื้อของขวัญ ของฝาก ให้กับบุคคลที่เคารพนับถือกัน ญาติผู้ใหญ่ บุคคลที่เป็นที่รัก และที่สำคัญก็ไม่ควรลืมที่จะให้ของขวัญกับตนเองด้วยนะครับ

ถ้าจะพูดถึงเรื่องการเลือกซื้อของให้ผู้อื่นนั้นคงจะลำบากไม่เท่าไหร่นัก แต่พอจะเลือกให้ตัวเองล่ะสิครับ คำถามเกิดขึ้นเยอะเลย เช่น จะซื้อเสื้อสีดำที่แขวนโชว์อยู่หน้าร้าน แต่ดันไม่ชอบกระดุมสีทอง ที่ติดมากับเสื้อ หรือชอบรถรุ่นนี้ แต่รุ่นอื่นให้ออฟชั่นเยอะกว่า แถมราคาถูกกว่าด้วย เฮ้อ..โลกก็เป็นแบบนี้ล่ะ อะไรที่เราชอบเมื่อพิจารณามันไปเลื่อยๆ ก็จะเห็นข้อติ ข้อด้อย แล้วถ้าจะเลือกซื้อ 3D Printer ล่ะควรจะทำอย่างไร!!!!

สำหรับใครที่กำลังมองหาเครื่อง 3D Printer มาใช้กันอยู่ วันนี้ผมมีหลักในการเลือกซื้อมาฝากกันครับ แต่ก่อนอื่นเราต้องเข้าใจธรรมชาติของการซื้อกันก่อน มนุษย์เรามักจะซื้อสินค้าด้วยสองปัจจัยหลัก อย่างแรกคือ อารมณ์ ซึ่งส่วนใหญ่เราจะซื้อสินค้ากันด้วยปัจจัยนี้ซะส่วนใหญ่ เช่น ระหว่างที่เรากำลังเดินไปทานข้าวมื้อค่ำ ช่วงทางผ่านมีร้านขายดอกไม้ คุณกวาดตาไปเห็นดอกลิลลี่ สีเหลืองบานฉ่ำ ก้านยาวตรงเรียวสวย ยังไม่ทันจะถามราคากับคนขายเลย คุณก็จะชี้นิ้วบอกกับคนขายว่า “ เอาดอกลิลลี่นี้ หนึ่งดอก” พร้อมกับหยิบเงินให้กับคนขาย โดยที่ไม่สนใจด้วยซ้ำว่าดอกไม้นี้แหล่งที่ปลูกคือ ที่ไหน? เป็นไม้นำเข้ารึป่าว? คุณจะไม่สนว่า หลังจากซื้อดอกไม้ดอกนั้นแล้วคุณจะทำอะไรกับมันต่อ เอาไปปักแจที่บ้านดีไหม? หลังจากมื้อค่ำแล้วมันจะเหี่ยวไหม? พอหลังจากคุณทานมื้อค่ำเสร็จ คุณเริ่มรู้สึกว่าดอกไม้ที่ถือมานี่มันช่างน่ารำคาญเหลือเกิน จากนั้นคุณก็จะเริ่มหาทางกำจัดดอกไม้นั้นทิ้งไปซะ พอคุณกำจัดมันออกไปได้ คุณจะกลับไปคิดถึงตอนที่ซื้อ ว่าไร้เหตุผลสิ้นดี ซึ่งแบบนี้คงจะไม่มีเหตุผลมาอธิบายเพราะเป็นเรื่องของอารมณ์

ส่วนปัจจัยที่สองคือ การซื้อด้วยเหตุผล ซึ่งอันนี้ล่ะครับที่สำคัญ ในการเลือกซื้อเครื่อง 3D Printer สิ่งที่ต้องตั้งคำถามก่อนเลยคือ “จะเอาไปใช้ประโยชน์อะไร” อย่าปล่อยให้เครื่อง 3D Printer เป็นเหมือนกับดอกลิลลี่ ที่เมื่อซื้อมาแล้วก็ไม่รู้จะจัดการกับมันอย่างไร มาดูกันครับว่าเราจะมีหลักในการตัดสินใจเลือกเครื่อง 3D Printer ด้วยเหตุผล อย่างไรกันบ้าง

โดยผมมีข้อพิจารณาให้ 5 ข้อ เพื่อช่วยในการเลือกซื้อเครื่อง 3D Printer

1. เครื่อง 3DP ที่คุณจะซื้อมีประสิทธิภาพมากพอที่จะตอบโจทย์งานของคุณได้มาแค่ไหน?

2. เครื่อง 3DP นั้นใช้งานง่ายแค่ไหน?

3. เมื่อมีเครื่อง 3DP แล้วจำเป็นต้องมีอุปกรณ์อื่นต่อพ่วงอีกไหม?

4. อันตรายจากเครื่อง 3DP มีหรือไม่?

5. เมื่อเครื่องที่เราซื้อมามีปัญหาใครจะแก้ไขให้ได้?

เริ่มจากข้อแรกผมได้ทำเป็นตารางสรุปเพื่อทดสอบประสิทธิภาพของเครื่องแต่ละรุ่นมาให้ดูครับ

3DP, 3D Printer, 3D Printing

       จากตารางเราจะเห็นเครื่องทั้งสี่นั้นมีคุณสมบัติที่ไม่ได้แตกต่างอะไรกันมาก แต่การที่เราจะเลือก อะไรนั้นดูแค่สเปคอย่างเดียวไม่พอ เราต้องทดสอบการใช้งานกันก่อนครับ โดยเราได้ทดสอบโดยการให้เครื่องทั้งหมด ปริ้นชิ้นงานรูปแบบเดียวกันตามรูป โดยมีเงื่อนไขว่าหลังจากปริ้นเสร็จแล้วชิ้นงานที่ปริ้นออกมาจะต้องประกอบเข้าได้ด้วยกันพอดี

3DP, 3D Printer, 3D Printing

       โดยหลังจากการทดสอบเราพบว่าชิ้นส่วนแต่ละชิ้นที่ทำออกมาก็พอมองออกเป็นรูปเป็นร่างได้ แต่สิ่งที่แต่ต่างกันดูเหมือนจะเป็นเรื่องของสัดส่วนและความแม่นยำที่เครื่องแต่ละยี่ห้อให้ผลลัพธ์ที่ต่างกันออกไป

3DP, 3D Printer, 3D Printing

       ดังจะเห็นได้จากรูป ถ้าเรามองผ่านๆ ก็คงไม่ได้สังเกตถึงข้อผิดพลาดอะไรบางอย่างบนตัวชิ้นงาน แต่เหมือนเราลองนำมาใช้งาน ลองมาประกอบ เราก็จะรู้ได้ว่า ผลลัพธ์ที่ได้จากเครื่องตอบโจทย์เราหรือไม่?

ต่อกันที่ข้อสอง “เครื่อง 3DP นั้นใช้งานง่ายแค่ไหน?”

       ด้วย Concept ที่ว่า 3D Printing ภาพลักษณ์ของเครื่อง 3D Printer จึงไม่ควรแตกต่างจากเครื่อง Inkjet ที่เราใช้ปริ้นกระดาษและคุ้นเคยกันดี คือต้องง่ายตั้งแต่การตั้งค่าก่อนปริ้นไปจนถึงการบำรุงรักษาเบื้องต้น ลองมาดูจากข้อมูลดังต่อไปนี้ดูนะครับ

3DP, 3D Printer, 3D Printing

       หากเรามองเรื่องการใช้งานเครื่องว่า ง่ายหรือยาก ? เป็นแค่เรื่องของซอฟต์แวร์อย่างเดียว เราก็คงไม่พบถึงความแตกต่างอย่างชัดเจน เราลองมาดูถึงขั้นตอนการขึ้นชิ้นงานกันดูนะครับ

3DP, 3D Printer, 3D Printing

       ปัญหาส่วนใหญ่ที่ผู้ใช้มักพบจะเป็นเรื่องหลังจากที่สั่งขึ้นชิ้นงานไปแล้ว จากเครื่องมากกว่า ปัญหาที่เกิดจากซอฟต์แวร์ คือเมื่อขณะที่เครื่องกำลังทำงานอาจจะมีปัญหาเกี่ยวกับวัสดุไม่ถูกฉีดออกมา หรือฉีดออกมาแล้วไม่สมบูรณ์บ้าง อันเนื่องมาจากปัจจัยหลายอย่างไม่ว่าจะเป็น ความชื้นของวัสดุที่มากจนทำให้คุณสมบัติต่างๆ ของพลาสติกเปลี่ยนไป, การควบคุมอุณภูมิการหลอมละลายของพลาสติกแต่ละชนิดที่ไม่คงที่ (Melting Point), การควบคุมอุณหภูมิ รอบชิ้นงาน (Ambient Temp) ที่จะมีผลต่อการยืดและขยายตัวของชิ้นงาน เป็นต้น ปัจจัยทั้งหมดนี้มีผลทำให้เกิดปัญหาระหว่างขึ้นชิ้นงานได้ ซึ่งหากเครื่องที่มีการออกแบบที่ได้มาตรฐานจะมีการป้องกันปัญหาพวกนี้ไว้อยู่แล้ว ในข้อนี้ผมมีคำแนะนำให้ผู้ที่ต้องการซื้อเครื่องควรเข้าไปขอทดลองใช้งานเครื่องเลยครับว่าง่ายจริงอ่ะป่าว

ข้อสาม “เมื่อมีเครื่อง 3DP แล้วจำเป็นต้องมีอุปกรณ์อื่นต่อพ่วงอีกไหม?”

      หลายครั้งที่เราซื้อเครื่องมาแล้วพบว่ายังไม่จบ..ยังต้องมีเครื่องล้างชิ้นงาน, เครื่องสำรองไฟ, คอมพิวเตอร์ เพราะฉะนั้นเราต้องสอบถามกับทางผู้จำหน่ายให้ดีเสียก่อนว่าอุปกรณ์ที่แถมและอุปกรณ์ที่ต้องซื้อเพิ่มมีอะไรบ้าง

สี่ “อันตรายจากเครื่อง 3DP มีหรือไม่?”

       เครื่อง 3DP ที่ดีควรต้องเป็นเครื่องที่เป็นมิตรต่อผู้ใช้งาน (Office Friendly) ซึ่งอาจรวมไปถึงการนำเอาชิ้นงานไปใช้ด้วย จากด้วยตัวอย่างในภาพที่เห็นอยู่นี้เป็นการแสดงให้เห็นถึงการแกะวัสดุรองรับหรือ Support ออกจากชิ้นงาน ซึ่งโดยปกติแล้ววัสดุลองรับชิ้นงานจะมีแบบคือ แบบ Soluble Support (ละลายตัวได้) และ Break Away (แกะออกด้วยมือ)

3DP, 3D Printer, 3D Printing

       ข้อได้เปรียบของการใช้วัสดุรองรับแบบละลายตัวได้คือ เราสามารถลดความเสี่ยงที่จะทำให้ชิ้นงานเสียหายอันเนื่องมาจากการแกะวัสดุรองรับออกจากชิ้นงาน และที่สำคัญคือลดอันตรายที่อาจเกิดขึ้นจากอุปกรณ์ หรือเครื่องมือที่ใช้แกะวัสดุรองรับออกจากชิ้นงานด้วย

ข้อพิจารณาสุดท้าย “เมื่อเครื่องที่เราซื้อมามีปัญหาใครจะแก้ไขให้ได้?”

       อันนี้อาจต้องสอบถามจากทางผู้จำหน่ายให้เคลียร์ก่อนจะมีการซื้อขาย เพราะถ้าเราได้ซื้อกับทางตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการ ก็จะสามารถวางใจได้ระดับหนึ่งในเรื่องของอะไหล่และทีมงานที่ได้การถ่ายทอดตรงมาจากโรงงานผลิตอีกด้วย ส่วนถ้าเป็นเครื่องที่นำเข้ามาเองแล้วต้องมาประกอบเอง (Set Up) อันนี้สิ่งที่ทำได้อย่างหนึ่งคือ ทำใจครับ…

และท่านไหนที่สนใจและอยากทดสอบการใช้งานเครื่องปริ้น 3D Printer สามารถเข้าไปได้ที่ I AM MAKER : 3D Printer Cafe & Store ท่านสามารถออกแบบและปริ้นชิ้นงานด้วยตัวท่านเอง โดยมีผู้เชี่ยวชาญให้คำปรึกษา  หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติม คลิกที่นี่

ข้อมูลเพิ่มเติมติดต่อ
Tel: 087-6998336 , 095-3655776
Email: sales@i-am-maker.com

บทความ : ชัยวัฒน์ พฤฒิพงศ์พิบูลย์

Professional 3D Printer VS Home-use 3D Printer เลือกใช้อย่างไรดี

by admin

professional-3d-printer-vs-home-use-3d-printer-banner

เทคโนโลยีการพิมพ์ 3 มิติ หรือ 3D Printing คือ กระบวนการสร้างชิ้นงานที่เป็นวัตถุสามารถจับต้องได้แบบ 3 มิติ คือ มีความกว้าง-ลึก-สูง โดยให้มีรูปร่างเหมือนของจริงจากแหล่งข้อมูลรูปแบบดิจิตอล ไม่เหมือนเครื่อง Printer แบบที่เราใช้ทั่วไปที่พิมพ์หมึกสีลงบนกระดาษ ซึ่งจะได้รูปแบบ 2 มิติ โดยการสร้างแบบจำลองวัตถุที่ต้องการในคอมพิวเตอร์ โดยใช้ข้อมูลต้นแบบทางดิจิตอลแบบ 3 มิติ (Digital 3D Model) ด้วยการออกแบบผ่าน CAD ซอฟต์แวร์ หรือการสแกนผ่านเครื่อง 3D Scanner แล้วใช้ 3D Printer พิมพ์วัตถุออกมาด้วยกระบวนการสร้างชิ้นงานด้วยการเติมเนื้อวัสดุเป็นชั้นๆ (AM: Additive Manufacturing) ไม่ว่าจะเป็นงานทางด้านการออกแบบ งานหล่อโลหะ งานทางด้านสถาปัตยกรรม งานทางด้านวิศวกรรม ฯลฯ ซึ่งทำให้ลดเวลาการพัฒนาต้นแบบ และลดต้นทุนการผลิต ช่วยทำให้มีค่าใช้จ่ายที่ต่ำกว่าการสั่งผลิตในโรงงานอุตสาหกรรมแบบเดิมซึ่งต้องสร้างแม่พิมพ์ (Mold) ก่อนแล้วจึงฉีดวัสดุลงไป และยังทำให้สูญเสียวัตถุดิบน้อยกว่าการผลิตแบบทั่วไป ซึ่งมักเริ่มด้วยวัสดุที่เป็นบล็อกใหญ่ และตัดส่วนที่ไม่ต้องการออก (SM: Subtractive Manufacturing) อีกด้วย เรียกได้ว่า 3D Printing เป็นเทคโนโลยีที่สามารถถอดความคิดของเราให้เปลี่ยนเป็นความจริงออกมาเป็นชิ้นงานที่สามารถจับต้องได้ตามต้องการ จึงออกแบบได้อย่างอิสระ ช่วยทลายข้อจำกัดหลายๆ ข้อของนักออกแบบไป ทั้งยังลดความเสียหาย สะดวก ง่ายต่อการทำงาน ลดเวลา และลดต้นทุนอีกด้วย

professional-3d-printer-vs-home-use-3d-printer-7

หลักการทำงาน

เครื่องพิมพ์ 3 มิติ หรือ 3D Printer นั้นก่อนที่จะพิมพ์งานได้ต้องมีข้อมูลในรูปแบบของ Digital 3D Model  เสียก่อน ซึ่งสามารถใช้โปรแกรมออกแบบโครงสร้างในคอมพิวเตอร์จำพวก CAD (Computer Aided Design)  นอกจากจะใช้คอมพิวเตอร์ออกแบบแล้ว ยังสามารถใช้ สแกนเนอร์ 3 มิติ (3D Scanner) ในการเปลี่ยนวัตถุในโลกความจริงให้ไปเป็นไฟล์ดิจิตอลได้ด้วย

ส่วนไฟล์ที่ใช้กับ 3D Printer นั้นเป็นไฟล์ 3 มิติ (ไฟล์นามสกุล .STL) ซึ่งสร้างได้จากหลากหลายโปรแกรมมีทั้งแบบฟรี และแบบเสียเงิน  เช่น  โปรแกรมออกแบบ 3D CAD ต่างๆ, SolidWorks, 3Ds Max, Zbrush, Maya, SketchUp หรือ แม้กระทั่ง Photoshop รุ่นใหม่ก็มีส่วนที่ Support 3D Printer แล้ว

เพิ่มเติม: 20 Best 3D Printing Software Tools

เมื่อได้โมเดลในรูปของไฟล์ดิจิตอลแล้ว ก็จะนำไฟล์นั้นไปทำการ Slice หรือตัดเลเยอร์งานออกมาให้เป็นแผ่นบางๆ เพื่อที่จะให้ 3D Printer สร้างชิ้นงานด้วยการเติมชั้นวัสดุ (Additive manufacturing) ทับต่อกันจนเกิดเป็นวัตถุ 3 มิติ ขึ้นมา ซึ่ง 3D Printer เกือบทุกเครื่องนั้นใช้หลักการเดียวกัน คือพิมพ์สองมิติแต่ละชั้นในแนวระนาบกับพื้นโลก XY ก่อน ส่วนที่พิมพ์ก็คือ ภาพตัดขวาง (Cross Section) ของวัตถุนั้นๆ เอง พอพิมพ์เสร็จในสองมิติแล้วเครื่องจะเลื่อนฐานพิมพ์ไปพิมพ์ชั้นถัดไป พิมพ์ไปเรื่อยๆ หลายร้อย หลายพันชั้น จนออกมาเป็นรูปร่าง 3 มิติ การเลื่อนขึ้นหรือลง (เลื่อนในแนวแกน Z) ของฐานพิมพ์นี่เองทำให้เกิดมิติที่ 3 ซึ่งวัสดุที่นำมาใช้กับ 3D Printer ก็มีความแตกต่างกันออกไปตามชนิดของเครื่องพิมพ์

detail-of-3d-printing-process

การพิมพ์จะใช้ระยะเวลาแค่ไหนขึ้นอยู่กับความละเอียดของการพิมพ์ โดยจะวัดความละเอียดในการพิมพ์มีหน่วยเป็นไมครอน เช่น 100-micron(0.1mm) ต่อชั้น หมายความว่า ในแต่ละชั้นนั้นเครื่องจะพิมพ์ให้มีความสูง 0.1mm ดังนั้นหากโมเดลมีความสูง 10mm เครื่องพิมพ์จะพิมพ์ทั้งหมด 100 ชั้น หากพิมพ์ที่ความละเอียด 50-Micron เครื่องจะพิมพ์ทั้งหมด 200 ชั้น ซึ่งแน่นอนที่ความละเอียด 50-Micron นั้นได้งานละเอียดกว่าและสวยกว่าแน่นอน แต่ต้องใช้เวลาการพิมพ์ที่เพิ่มขึ้น

ข้อแตกต่างระหว่าง Professional 3D Printer  VS  Home-use 3D Printer

ถ้าคุณกำลังตัดสินใจเลือกซื้อ 3D Printer อยู่ละก็ ทุกวันนี้ในท้องตลาดมีให้เลือกมากมายหลายแบบ หลายราคา ตั้งแต่ไม่กี่หมื่นบาท จนถึงหลักล้าน ทั้งนี้ราคาของผลิตภัณฑ์ทุกอย่างถูกตั้งขึ้นมาตามคุณค่า และคุณสมบัติของมันเอง และหากคุณมีกำลังซื้อพอสมควร การเลือกซื้อ 3D Printer ที่จะทำให้คุณใช้เงินได้อย่างคุ้มค่ามากที่สุด และเพื่อให้เหมาะสมต่อการใช้งานของคุณมากที่สุด คุณเองก็จะได้ไม่หงุดหงิดใจเวลาทำงาน ว่าทำไมบางความสามารถถึงทำได้บ้าง ไม่ได้บ้าง โดย 3D Printer สามารถแบ่งออกได้เป็น  2 ประเภทใหญ่ๆ คือ Home-use 3D Printer และ Professional หรือ High-end 3D Printer

ทำไมถึงต้องเปรียบเทียบ 3D Printer ทั้ง 2 ประเภท เหตุผลก็เพราะว่า ถึงแม้ความสามารถของ 3D Printer ทั้ง 2 ประเภทนี้ที่ดูเหมือนจะใกล้เคียงกัน แต่ทว่าจริงๆ แล้วกลับมีคุณสมบัติที่ต่างกัน การนำไปใช้ และข้อจำกัดก็มีความแตกต่างกัน วันนี้จะมีคำอธิบายให้กับคุณว่า ระหว่าง Home-use 3D Printer และ Professional หรือ High-end 3D Printer แตกต่างกันอย่างไร

professional-3d-printer_02

Home-use 3D Printer เครื่องพิมพ์ 3 มิติ ขนาดเล็ก พกพาสะดวก ส่วนใหญ่เป็นเครื่องผลิตจากจีนและไต้หวัน หาซื้อได้ง่าย ราคาไม่สูงมากนัก มีการทำงานที่ไม่ซับซ้อน แต่ความสามารถจำกัด เหมาะสำหรับซื้อมาทดลองใช้ หรือลองปริ๊นชิ้นงาน (Prototype) ที่ต้องการขึ้นรูปทรงไม่ได้เน้นความละเอียดและพื้นผิวของชิ้นงาน หรือไม่เน้นความแข็งแรงและคุณภาพของชิ้นงานมากนัก ผิวชิ้นงานจะไม่เรียบ มีชั้นเลเยอร์เห็นได้ชัดเจน แต่สามารถนำไปขัดแต่ง หรืออบเพื่อให้ผิวเรียบได้ ถูกออกแบบมาเพื่อรองรับการผลิตจำนวนที่ไม่มากนัก และในปัจจุบันมีแนวโน้มที่จะพัฒนาคุณภาพงานพิมพ์ให้ดีมากยิ่งขึ้น

professional-3d-printer_01

Professional 3D Printer เครื่องพิมพ์ 3 มิติ ขนาดเล็กจนไปถึงขนาดใหญ่ ที่ใช้ในงานระดับออกแบบทั่วไป เพื่อการนำเสนอผลิตภัณฑ์ได้ก่อนการผลิตจริง (Prototype) ซึ่งช่วยลดข้อผิดพลาด  จนไปถึงงานการผลิต (Production) ในระดับ Low Volume สำหรับงานภาคอุตสาหกรรมได้ด้วย นอกจากนี้ยังสามารถใช้เพื่อเสริมกับงาน CNC ที่อาจไม่ครอบคลุมในความต้องการ หรือบางกรณีสามารถทดแทนงาน CNC ได้เลย เพราะ Professional 3D Printer มีระบบการทำงานคล้ายคลึงกันกับเครื่อง CNC คือ มีการเคลื่อนที่แกน X, Y, Z และมีมอเตอร์เป็นตัวควบคุมการหมุน แต่สิ่งที่ทำให้ทั้ง 2 เครื่อง มีความแตกต่างกันก็คือ Professional 3D Printer สร้างชิ้นงานด้วยการเติมชั้นวัสดุทับต่อกันจนเกิดเป็นรูปทรงวัตถุ 3 มิติ ขึ้นมา ส่วนเครื่อง CNC จะเป็นการทำงานแบบแกะสลัก หรือกัดชิ้นงาน

Professional 3D Printer เป็นเครื่องพิมพ์ 3 มิติ ที่มีความแม่นยำสูง คลาดเคลื่อนน้อย มีความละเอียดสูง ผิวเรียบเนียน เน้นความแข็งแรง ทนทานของชิ้นงาน และเก็บรายละเอียดบนชิ้นงานได้ดีเยี่ยม คุณภาพระดับมืออาชีพ เป็นเครื่องทำต้นแบบที่ขึ้นรูปได้เร็วกว่าระบบอื่นๆ และมีความหลากหลายของวัสดุ หลากหลายสี สามารถขึ้นรูปทรงชิ้นงานที่ระดับ Home-use 3D Printer ทำไม่ได้ ด้วยวัสดุหลายชนิด หลายสีในครั้งเดียว วัสดุมีตั้งแต่ยาง เนื้อใส วัสดุเนื้ออ่อนจนถึงแข็ง พร้อมไปด้วยคุณสมบัติพิเศษมากมาย เช่น กันไฟฟ้าสถิต ทนความร้อน วางกลางแจ้งได้ กำหนดความยืดหยุ่นของยางได้ เผาไหม้ไม่เกิดควัน วัสดุพิเศษสำหรับทันตกรรมและวงการแพทย์ เป็นต้น

จุดเปรียบเทียบ

professional-3d-printer-vs-home-use-3d-printer-6

เปรียบเทียบคุณภาพ

 3d-printer-quality

ซ้าย : Home-use 3D Printer

ขวา : Professional 3D Printer

จากภาพจะเห็นได้ชัดว่าพื้นผิวและรายละเอียดต่างกันค่อนข้างมาก เนื่องจากพิมพ์ด้วย 3D Printer ที่ต่างกัน

หลักเกณฑ์ในการพิจารณาสำหรับบุคคลทั่วไปอาจจะอยู่ที่ ราคาเครื่อง แต่หากต้องการตอบสนองความต้องการ ในการทำงานจริงๆ แล้ว คงต้องพิจารณากันหลายส่วน ไม่ว่าจะเป็น เนื้อวัสดุเพื่อทดแทนวัสดุเดิมหรือใกล้เคียงชิ้นงานจริงมากที่สุด ความละเอียด รูปทรงที่ซับซ้อนของชิ้นงานที่เครื่อง CNC ไม่สามารถทำได้ ร่วมถึงขนาดชิ้นงานที่ผลิตเพื่อที่จะได้เลือกขนาดเครื่องที่เหมาะสม การเลือกเครื่องพิมพ์ 3 มิติ ให้เหมาะสมกับงานจะช่วยลดขั้นตอนต่างๆ ของภาคการผลิต และลดความเสี่ยงทางด้านการเงินลงไปด้วย

เพิ่มเติม : ข้อพิจารณาก่อนตัดสินใจเลือกซื้อเครื่อง 3D Printer

การเลือกใช้

เทคโนโลยีการพิมพ์ 3 มิติ (3D Printing) โซลูชั่นด้านงานพิมพ์ 3 มิติ สำหรับนักออกแบบ ผู้พัฒนาผลิตภัณฑ์ จนถึงงานในกระบวนการผลิต ซึ่งจะเปลี่ยนการทำงานให้มีประสิทธิภาพ ลดเวลาได้กว่า 50% อีกทั้งตอบสนองต่อความต้องการ ลดข้อจำกัดด้านการออกแบบ และกระบวนการผลิต ทำให้สามารถสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ๆ ได้เป็นอย่างดี แต่เอาเข้าจริงๆ แล้วใครหละที่ควรใช้เทคโนโลยี 3D Printing นี้บ้าง

5 อันดับสูงสุดที่ใช้เทคโนโลยี 3D Printing

  • วิศวกรอุตสาหการ
  • วิศวกรเครื่องกล
  • ผู้พัฒนาซอฟต์แวร์
  • นักออกแบบผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม
  • ผู้บริหารการตลาด

หลายภาคอุตสาหกรรมเหล่านี้ใช้จ่ายไปกับผลิตภัณฑ์ และการบริการที่เกี่ยวข้องในช่วงปี 2014 เป็นจำนวนเงินเกือบ 3 พันล้าน กับการใช้เทคโนโลยี 3D Printing ในการผลิตรถยนต์ เครื่องบิน เครื่องกลในโรงงาน สินค้าเครื่องใช้ต่างๆ การแพทย์และทันตกรรม การศึกษา การทหาร สถาปัตยกรรม และอื่นๆ อีกมากมาย การใช้เทคโนโลยี 3D Printing ทั้งหมดนี้ก็เพื่อผลประโยชน์ทางการค้า ซึ่งประมาณ 75% จะเป็นของบริษัทยักษ์ใหญ่ และรองลงมาจะเป็นของบริษัทขนาดเล็ก ประมาณ 59% โดยอัตราการเติบโตของการหาแรงงานที่มีความสามารถในการใช้เทคโนโลยี 3D Printing เพิ่มขึ้นสูงถึง 1834% ใน 4 ปี และเพิ่มขึ้นสูงถึง 103% เมื่อเปรียบเทียบในช่วงเดือนสิงหาคม 2013-2014

บริษัทวิจัย SmarTech เผยผลวิจัยล่าสุดว่า ปัจจุบัน เม็ดเงินสะพัดในวงการงานพิมพ์ 3 มิติของอุตสาหกรรมรถยนต์นั้นมีมูลค่าราว 267 ล้านเหรียญสหรัฐฯ โดยแบ่งเป็นงบประมาณสำหรับซื้อฮาร์ดแวร์ 3D printing ราว 168 ล้านเหรียญต่อปี และอีก 99 ล้านเหรียญเป็นงบประมาณสำหรับซื้อวัสดุ

นักวิเคราะห์ของ SmarTech เชื่อว่าในอนาคต รถต้นแบบที่พิมพ์จาก 3D Printer จะมีพัฒนาการจนถึงขั้นสามารถนำมาใช้กับการทดลองเครื่องยนต์ รวมถึงเพื่อสร้างเป็น concept car ก่อนการผลิตจริง 3D Printer  ในอนาคตอาจมีขนาดใหญ่มากและมีราคาสูง ปัจจัยเหล่านี้ทำให้มีความชัดเจนว่ามูลค่าเงินสะพัดดังกล่าวจะเพิ่มขึ้นอีก 5 เท่าตัวเป็น 1,250 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ในปี 2019 เท่ากับงานวิจัยชิ้นนี้ฉายภาพรวมชัดเจนว่าบริษัทในอุตสาหกรรม 3D Printing จะสามารถทำเงินมากขึ้นทั้งกลุ่มฮาร์ดแวร์และวัสดุสำหรับพิมพ์แน่นอน

อย่างที่เราทราบ แต่เดิมเทคโนโลยี 3D Printing มักถูกใช้เพียงเพื่อสร้างวัตถุต้นแบบจากโมเดล 3 มิติ หรือ Prototype แต่ในปัจจุบันได้มีการประยุกต์ใช้เพื่อเข้ามาช่วยงานในหลายๆ ด้าน และนำไปใช้งานจริงกันมากขึ้นแล้ว

29% ทำชิ้นส่วนที่ใช้งานได้จริง (Functional parts)
26% (Patterns and tooling)
19.5% ทำตัวต้นแบบที่ใช้งานได้จริง (Functional prototypes)
17.4% Concept  Model โมเดลคอนเซป
6.1% การศึกษา (Education)
2% อื่นๆ (Other)

ดังคำที่ บารัค โอบามา ได้กล่าวไว้ “การพิมพ์ 3 มิติ มีความสามารถในการยกระดับการสร้างสรรค์เกือบทุกอย่าง”

By: Wilaiphan S.

professional-3d-printer-vs-home-use-3d-printer-ldp

Glove One: The 3D Printed Smartphone Glove

by admin 0 Comments

ไบรอัน เซร่า คือนักสร้างสรรค์ในกลุ่มของนักออกแบบและการปริ้นสามมิติ และนี่คือสิ่งที่เค้าประดิษฐ์ที่คิดค้นมาจากการขึ้นแบบสามมิติ ซึ่งดูเหมือนจะเตะตาและดึงดูดความสนใจของกลุ่มผู้สนใจในเทคโนโลยีเป็นอย่างมาก คุณอาจจะมีสมาร์ทโฟนและสมาร์ทวอชในเวลาเดียวกัน แต่ถ้าเป็นสมาร์ทโฟนที่ถูกสร้างมารวมกับมือล่ะจะเป็นอย่างไร ด้วยคอนเซ็ปต์ของสายลับสุดเท่ และความต้องการด้านความสะดวกสบาย เซร่าได้ออกแบบนวัตกรรมของเขาเพื่ออนาคตสำหรับทุกคน

เซร่าคือผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบเทคโนโลยีสมัยใหม่ๆ เพื่อสาธารณชน สร้างสรรค์เกมส์และอื่นๆ เซร่าได้รับแรงบันดาลใจในการสร้าง “เทคโนโลยีที่สามารถสวมใส่ได้” จากการเข้าร่วมกิจกรรมที่เขาเองก็ไม่คุ้นเคยด้านคอสเพลย์ผนวกเข้ากับความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วทางเทคโนโลยีและพฤติกรรมของผู้บริโภคในยุคดิจิตอลที่เราทั้งหลายต่อติดกับโลกอินเทอร์เน็ตตลอดเวลา ทำให้ถุงมือสมาร์ทโฟนถือกำเนิดขึ้น

Case Studies_RP_01

เขาพยายามที่จะสร้างโปรเจคการขึ้นรูปงานสามมิติที่มีความซับซ้อนมากพอ ที่จะสร้างปรากฏการณ์ใหม่ให้แก่โลก เช่นการติดตั้งบลูทูธขั้นพื้นฐานในถุงมือกันหนาว ซึ่งเขาทุ่มเทและใช้เวลา 2 เดือนในการปิดโปรเจคนี้ ก่อนที่จะนำไฟล์มาเปิดให้ดาวน์โหลดใช้งานได้ฟรีผ่านทาง Instructable ของเขา (เพื่อความปลอดภัยอุปกรณ์ที่สามารถดาวน์โหลดในช่องทางนี้อาจมีความอันตรายในการใช้งาน โปรดใช้งานร่วมกับเครื่องป้องกันต่างๆ เช่น แว่น, ถุงมือและใช้ในสภาพที่มีอากาศถ่ายเท)

 

Case Studies_RP_02

หลังจากนั้นเขาใช้เวลาพิจารณาว่าจะตัดสินใจสร้างชิ้นงานด้วยวัสดุชนิดใด ในขณะที่มีตัวเลือกให้ใช้อย่างมากมาย “ผมศึกษาข้อมูลมากมายและพบว่า ชุดเกราะและถุงมือจากหนังเรื่อง Iron man2 นั้น จริงๆ ถูกสร้างมาจากเครื่องปริ้นสามมิติ” เซร่ากล่าว และเพิ่มเติมว่า “และนี่เองที่ทำให้ผมตัดสินใจที่จะใช้เทคโนโลยีการสร้างชิ้นงานสามมิติ และมันจะทำให้ง่ายต่อกระบวนการผสมผสานชิ้นงานเข้ากับวงจรต่างๆ ในงานออกแบบ” การเลือกยี่ห้อโทรศัพท์มือถือที่จะมาใช้กับวงจรก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน มันเป็นสิ่งที่คุณต้องให้ความสำคัญเป็นอย่างมากถ้าคุณจะนำมาใช้กับโปรเจคนี้ เซร่าเลือกใช้ยี่ห้อ Burg Watch เป็นหลัก เพราะด้วยการออกแบบปุ่มของมัน ซึ่งมีความเล็กและสามารถสัมผัสได้ แต่เขาสามารถถอดแบบวงจรได้เพียงเล็กน้อยจากตัวโทรศัพท์ เช่น ปุ่มพลาสติก แบตเตอรี่ ลำโพงและไมโครโฟน เซร่าใช้ SolidWorks เพื่อสร้างไฟล์ต่างๆ สำหรับถุงมือ เพราะมันง่ายต่อการใช้และออกแบบเป็นอย่างมาก คุณสามารถสร้างสรรค์ระเบิดไอเดียต่างๆ ลงในถุงมือของคุณเองด้วยความสามารถของตัวโปรแกรมเอง ซึ่งตัวโครงสร้างพื้นฐานของถุงมือนั้นมีให้คุณดาวน์โหลดได้ นอกจากนั้นมันง่ายสำหรับการกำหนดขนาดถุงมือสำหรับมือของคุณเองอีกด้วย

Case Studies_RP_03

เมื่อการออกแบบทุกอย่างสำหรับโปรเจค Glove One เซร่าแนะนำจากประสบการณ์ของเขาเองว่า ควรคำนวณขนาด รวมถึงความคมชัดและความละเอียดการสร้างชิ้นงานของเครื่อง 3D Printer เพื่อที่จะสามารถใส่วงจร แบตเตอรี่ ของโทรศัพท์มือถือ และลำโพงไมโครโฟนลงที่ถุงมือของคุณ ซึ่งสามารถผลิตถุงมือเหล่านี้ด้วยเครื่องปริ้นขนาดใหญ่ที่มีคุณภาพด้วยวัสดุ ABS บนเครื่อง Connex Objet 3D Printer เขายังแนะนำอีกว่าคุณควรปรึกษา Ponoko หากคุณยังไม่สามารถหาโรงงานรับทำ CNC ได้ เพราะส่วนประกอบอื่นๆ ของถุงมือมีความจำเป็นที่จะต้องตัดด้วยเหล็กที่ไม่เป็นสนิม สำหรับโลโก้นั้น เซร่าเลือกใช้ LEDs จากวงจรของ Burg Watch Phone ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจมากจากโลโก้ของบริษัท Apple ด้วยความสามารถของเซร่าสามารถสร้างงานเหล่านี้ได้อย่างง่ายดาย และทำให้ตัวโลโก้ และตัวถุงมือดูมีราคาและสวยงามอย่างมาก

1470042615208

หลักจากที่คุณได้ส่วนประกอบต่างๆ จากการปริ้นสามมิติ ขอแนะนำให้คุณนำมาขัดเงาให้เรียบและทำสีให้เงา เพื่อที่มันจะออกมาสวย และดูทันสมัยเหมือนที่โทรศัพท์ยุคใหม่ ส่วนของการประกอบถุงมือนั้นมีความยุ่งยากอยู่พอสมควร ซึ่งคุณสามารถดูวิธีต่างๆ ได้ในช่องทาง Instructable ที่มีวีดีโอสอนมากมายของเซร่าเอง โดยทั่วไปจะเป็นส่วนของการผสมผสานชิ้นส่วนต่างๆ เซร่าเลือกสายไฟประเภทเดียวกับหูฟังโทรศัพท์, การผสานสายไฟเพื่อการสร้างสวิทซ์ SMD, การเดินสายไฟปุ่มสำหรับลำโพงและไมโครโฟนในถุงมือ ส่วนประกอบเหล่านี้ควรจะได้รับการทดลองก่อนนำมารวมทุกอย่างเข้ากับบอร์ดสายไฟวงจรและปิดด้วยถุงมือ

ขณะที่ส่วนประกอบอีกเล็กน้อยในส่วนของนิ้วมือขึ้นสู่ถุงมือ เซร่าแนะนำให้ใช้เรซินสังเคราะห์ (เขาใช้ Zap-a-Gap) เพื่อยึดในการของเหล็กให้อยู่ตัว นิ้วมือนั้นควรที่จะถูกยึดกับมือด้วยสปริงขนาดเล็กและไหมขัดฟันผ่านรูเล็กต่างๆ ในชิ้นส่วนของชิ้นงานสามมิติ ศึกษาเพิ่มเติมได้ในวีดีโอสาธิตของโปรเจค Glove One

การดีไซน์ได้รับความสนใจที่ดีอย่างล้นหลามจากนักออกแบบมากมายกับการสั่งทำถุงมือจากเซร่า หากคุณคือคนหนึ่งที่อยากมีถุงมือนี้เป็นของตัวเอง มารวมสนทนาในฟอรั่มของ 3D Printable Smarphone ในเว็ปไซต์ 3DPB.com

เซร่าคือผู้ช่วยศาสตราจารย์มีเดียดิจิตอล ที่มหาวิทยาลัย Cardinal Stritch, Milwaukee เขาให้ความสำคัญกับการสร้างสรรค์งานระหว่างศิลปะ งานออกแบบ และวิศวกรรม และมุ่งเน้นถึงการสร้างหุ่นยนต์แขนกล และเทคโนโลยีที่สามารถสวมใส่ได้

Case Studies_RP_04Case Studies_RP_05