Tag Archives

7 Articles

SOLIDWORKS กุญแจสำคัญของ Markforged

by admin

SOLIDWORKS กุญแจสำคัญของ Markforged สร้างความต่าง เร็วกว่า ดีกว่า ได้มาตรฐานกว่า สร้างผลตอบแทนที่มากกว่า

เรื่องราวในการเริ่มต้นธุรกิจของ Greg Mark ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และผู้ก่อตั้ง Markforged ก็คงจะคล้ายๆ กับผู้ก่อตั้งธุรกิจรายอื่นๆ Greg Mark ได้นำแรงบันดาลใจของเขาเองเปลี่ยนเป็นแรงผลักดันในการสร้างเครื่องพิมพ์ 3 มิติ ที่ใช้เส้นใยคาร์บอน (Carbon fiber) แบบต่อเนื่อง ซึ่งเขาได้นำประสบการณ์การทำงานที่ผ่านมาในการสร้างสปอยเลอร์หลังของรถแข่งที่ผลิตจากคาร์บอนมาเป็นแรงผลักดันในการที่จะคิดค้นวิธีที่ดีที่สุดสำหรับการผลิตวัสดุผสมของเส้นใยคาร์บอน รวมไปถึงที่เขาต้องการจะตอบสนองความต้องการของวิศวกรในการที่จะสร้างชิ้นส่วนที่มีความแข็งแรงสูงได้อย่างรวดเร็ว จากเหตุผลดังกล่าวจึงทำให้ Greg Mark เกิดแรงบันดาลใจในการที่จะรวมการผลิตจากเส้นใยคาร์บอน และเทคโนโลยีการพิมพ์ 3 มิติ เข้าด้วยกัน จึงทำให้เกิดเป็น Markforged

ปัจจุบันทางบริษัทได้สร้างความแตกต่างให้กับอุตสาหกรรมการพิมพ์ 3 มิติ โดยการตอบสนองความต้องการในการใช้งาน คุณภาพของชิ้นส่วนที่ผลิตออกมาให้มีความแข็งแกร่งเทียบเท่ากับเหล็ก ซึ่งในขณะที่เครื่องพิมพ์ 3 มิติ ของบริษัทอื่นๆ ผลิตชิ้นงานออกมาแล้วมีความเปราะบาง เนื่องด้วยบริษัทอื่นผลิตออกมาเพื่อต้องการให้เป็นต้นแบบเท่านั้น แต่เครื่องพิมพ์ Markforged สามารถที่จะผลิตชิ้นงานที่มีความแม่นยำ และยังมีความแข็งแรงเทียบเท่ากับเหล็กในราคาที่จับต้องได้เมื่อเทียบกับจำนวนการผลิตที่น้อย

ท ั้งนี้เพื่อเป็นการพัฒนาเทคโนโลยีให้ก้าวล้ำได้อย่างรวดเร็ว สามารถออกแบบผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และประสบความสำเร็จในด้านความเจริญเติบโตของบริษัท โดย Markforged ต้องการระบบที่ใช้ในการพัฒนาทางด้าน 3 มิติ ที่มีความมั่นคงและเสถียร ดังนั้นทางบริษัทจึงได้เลือกใช้ SOLIDWORKS เพื่อใช้การออกแบบ, SOLIDWORKS Premium ในการออกแบบและการวิเคราะห์, และ SOLIDWORKS PDM ในการจัดการระบบข้อมูล

Mark กล่าวว่า “การซื้อ SOLIDWORKS เป็นเรื่องที่ตัดสินใจได้ไม่ยากเลย ที่พวกเราเลือกใช้ SOLIDWORKS ก็เพราะ เราเชื่อมั่นว่า SOLIDWORKS สามารถสร้างผลตอบแทนที่ดีกว่าให้เราได้ จากการตัดสินใจเลือกใช้ SOLIDWORKS พวกเราสามารถลดเวลาในการทำงานลงไปได้ จึงทำให้การปล่อยสินค้าไปในตลาดมีความรวดเร็วขึ้น และรวมไปถึงประหยัดค่าใช้จ่ายอื่นๆ ได้อีกด้วย นับตั้งแต่มีการใช้ SOLIDWORKS เป็นต้นมา แถม SOLIDWORKS ยังเป็นโปรแกรมที่สามารถใช้งานได้ไม่ยาก และยังถูกใช้เป็นเครื่องมือในการเรียนการสอนในหลายๆ มหาวิทยาลัยอีกด้วย เลยทำให้พวกเราสามารถหาวิศวกรที่จะมาทำงานและใช้ SOLIDWORKS ได้อย่างไม่ยากนัก”

Mark ได้กล่าวเพิ่มเติมอีกว่า “ SOLIDWORKS คือ แพคเกจ CAD ที่ดีเยี่ยมที่สุด เพราะทำให้พวกเราสามารถทำงานได้เร็วขึ้น เนื่องจากปัจจุบันนี้โลกมีการพัฒนาอย่างรวดเร็ว แต่พวกเราก็สามารถที่จะพัฒนาได้เร็วกว่า เพื่อที่จะให้การพัฒนาของเรานำหน้าบริษัทคู่แข่งอื่นๆ SOLIDWORKS เป็นกุญแจสำคัญที่สร้างความแตกต่างให้กับพวกเรา ซึ่งทำให้เราสามารถที่จะรักษามาตรฐานในการพัฒนาซึ่งเป็นส่วนสำคัญในความสำเร็จ และทำให้บริษัทของเราเจริญเติบโตได้”

 

เร่งกระบวนการพัฒนาของเครื่องพิมพ์ที่สามารถพิมพ์ได้ด้วยตัวเอง

หลังจากที่มีการนำ SOLIDWORKS เข้ามาใช้ Markforged สามารถลดระยะเวลาในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้เหลือน้อยกว่า 6 เดือนได้ ซึ่งปกติแล้วจะต้องใช้เวลาในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ประมาณ 1 ปี หรือ 1.5 ปี สำหรับผลิตภัณฑ์ฮาร์ดแวร์ทางด้านเทคนิคส่วนใหญ่ คุณ Mark ได้อธิบายว่า “ในตลาดของเรา ทั้งหมดมันเกี่ยวกับเรื่องของความเร็ว การออกแบบที่ถูกต้อง เหมาะสม และมีประสิทธิภาพ ไม่ใช่แค่เพียงออกแบบได้อย่างรวดเร็วเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงขั้นตอนการสร้างชิ้นงานต้นแบบ การปรับแต่งแบบ และการปรับเปลี่ยนแก้ไข โดยไม่กระทบหรือสูญเสียทั้งเวลาและต้นทุนด้วย ซึ่ง SOLIDWORKS ก็สามารถตอบสนองความต้องการเหล่านี้ได้ พูดสั้นๆ ได้ว่า SOLIDWORKS ช่วยให้พวกเราสามารถเข้าถึงการออกแบบที่ดีที่สุดในระยะเวลาที่น้อยลง”

“นอกจากนี้ SOLIDWORKS ยังรองรับการบริหารจัดการขั้นตอนของการปฏิบัติงานแบบซ้ำๆ อีกด้วย” Bennett Wilson วิศวกรเครื่องกลอาวุโส กล่าว “พวกเราได้มีการคิดค้นและสร้างต้นแบบเป็นจำนวนมาก และอาจมีการจำลองชิ้นส่วนนั้นๆ มากถึง 5 ครั้ง ภายในหนึ่งวัน แต่เพราะ SOLIDWORKS ทำให้การทำงานของพวกเราสะดวกมากขึ้น เราแค่เพียงพิมพ์ชิ้นส่วนที่มีการออกแบบด้วย SOLIDWORKS จากเครื่องพิมพ์ 3 มิติ เครื่องหนึ่งที่เรามี เพื่อเอาไปใช้เป็นส่วนประกอบของอีกเครื่องหนึ่งได้”

 

ประหยัดเวลาและลดค่าใช้จ่าย รวมไปถึงการปรับปรุงประสิทธิภาพการทำงานด้วย SIMULATION

นอกเหนือจากการใช้ความสามารถของ SOLIDWORKS 3D ในการออกแบบแล้ว Markforged ยังได้มีการใช้เครื่องมือในการ Simulation ที่อยู่ใน SOLIDWORKS Premium อีกด้วย ไม่เพียงเป็นการตรวจสอบความถูกต้องของการออกแบบแล้ว แต่ยังเป็นการเพิ่มความสามารถในการออกแบบอีกด้วย ตัวอย่างเช่น ในขั้นตอนการพัฒนา Mark X ซึ่งเป็นเครื่องพิมพ์ 3 มิติ ที่ล้ำสมัยที่สุดและใหญ่ที่สุดของเรา ด้วยความแม่นยำในการพิมพ์อยู่ที่ 50 ไมครอน ซึ่งวิศวกรต้องการที่จะเพิ่มขนาดขึ้นเป็น 2 เท่า ของการสร้างแพลตฟอร์มของเครื่องพิมพ์ ต้องการทำให้มีน้ำหนักที่เบาขึ้น แต่ยังคงไว้ซึ่งความแข็งแรง และหลีกเลี่ยงการบิดงอ

Wilson เล่าว่า “การสร้างแพลตฟอร์มของ Mark X ให้มีขนาดใหญ่ขึ้นเป็น 2 เท่า จากแบบที่เคยมีมา แต่ยังคงไว้ซึ่งความแข็งแรง และจะต้องมีการโก่งตัวน้อยกว่า 3 ไมครอน ในภาวะที่รับน้ำหนัก พวกเราได้ทำการทดสอบการวิเคราะห์การบิดงอโดยใช้ SOLIDWORKS Premium จากแบบ โดยใช้การเจาะในรูปแบบที่แตกต่างกัน เพื่อที่จะทำให้มีน้ำหนักที่เบาขึ้น จนกระทั่งพวกเราสามารถหาความสมดุลที่ดีที่สุดได้ระหว่างความแข็งแรงและน้ำหนักที่เหมาะสม ซึ่งใช้เวลาเพียงไม่กี่นาทีในการค้นหาผลลัพธ์นี้เมื่อเปรียบเทียบกับจะต้องเสียเวลาเป็นหลายชั่วโมง นอกจากนี้ยังสามารถสร้างแพลตฟอร์มที่มีขนาดใหญ่เป็น 2 เท่า มีความแข็งแรงเท่าเดิม และน้ำหนักก็ยังเท่าเดิมอีกด้วย”

 

การพัฒนาอย่างก้าวกระโดดด้วย PDM

Markforged ได้ใช้ประโยชน์จาก SOLIDWORKS PDM ในการสนับสนุน จัดการ และการรักษาอัตราการพัฒนาของบริษัทให้ดีขึ้นเรื่อยๆ ท่ามกลางการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว ในขณะที่เป็นองค์กรและเจ้าหน้าที่ด้านวิศวกรรมของ บริษัทกำลังเติบโตขึ้น SOLIDWORKS PDM เป็นซอฟต์แวร์ที่ช่วยในการควบคุมการปรับปรุงแก้ไข จัดทำเวิร์กโฟลว์ และเป็นเครื่องมือจัดการข้อมูลที่บริษัทต้องการเพื่อรองรับแนวทางการขยายตัว และพัฒนาการทำงานร่วมกันได้มากขึ้น

Wilson กล่าวว่า “SOLIDWORKS PDM เป็นเครื่องมือที่มีประโยขน์เป็นอย่างมากต่อพวกเรา เนื่องจากจำนวนของผลิตภัณฑ์และวิศวกรที่เพิ่มมากขึ้น มันจึงเป็นเรื่องง่ายมากที่จะเกิดข้อผิดพลาดบางอย่างเมื่อมีการส่งต่องาน แต่ด้วย SOLIDWORKS PDM ทำให้พวกเรามั่นใจได้ว่า พวกเรากำลังทำงานอยู่ในทิศทางที่ถูกต้อง และสามารถทำงานร่วมกันได้บ่อยขึ้นและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นอีกด้วย”

วงจรในการพัฒนาคิดค้นของ Markforged ไม่เคยที่จะหยุดนิ่งหรือช้าลง และ Metal X ในเครื่องพิมพ์ 3 มิติสำหรับชิ้นส่วนโลหะจะเป็นส่วนถัดไปที่ Markforged จะมีการพัฒนา ซึ่งถือได้ว่าเป็นกระบวนการใหม่เลยทีเดียวที่การออกแบบเครื่องพิมพ์จะสามารถเข้าถึงลูกค้าในหลายๆ กลุ่มผ่านวงจรการพัฒนาฮาร์ดแวร์ได้อย่างรวดเร็ว


ความท้าทาย

การปฏิวัติและการขยายบริษัทผู้ผลิตเครื่องพิมพ์ 3 มิติ โดยการประดิษฐ์และสร้างสรรค์การเปลี่ยนแปลงให้กับเส้นใยคาร์บอนไฟเบอร์แบบต่อเนื่องในเทคโนโลยีเครื่องพิมพ์ 3 มิติ ที่สามารถผลิตชิ้นส่วนต่างๆ ได้อย่างรวดเร็ว มีความแข็งแรงสูง มีคุณภาพสูง ทนทานและคุ้มค่าในการลงทุนในปริมาณที่น้อยกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับชิ้นส่วนที่ผลิตจากโลหะ

วิธีการแก้ไขปัญหา

  • ใช้ SOLIDWORKS ในการออกแบบ
  • ใช้ SOLIDWORKS Premium ในการออกแบบและการวิเคราะห์
  • ใช้ SOLIDWORKS PDM ในการจัดการข้อมูล

ประโยชน์

  • สามารถใช้เส้นใยคาร์บอนไฟเบอร์แบบต่อเนื่องในเทคโนโลยีเครื่องพิมพ์ 3 มิติ
  • ลดเวลาในการพัฒนาฮาร์ดแวร์ให้เหลือน้อยกว่า 6 เดือน
  • ปรับปรุงความแม่นยำในการพิมพ์ 3 มิติ ให้อยู่ภายใน 50 ไมครอน
  • ทำให้เห็นถึงการเจริญเติบโตทางด้านธุรกิจแบบก้าวกระโดดภายใน 4 ปีแรก

 

VDO: MarkForged and SOLIDWORKS Join Forces

https://www.youtube.com/watch?v=7rmX6MG9Ub8

 

ที่มา : https://www.innova-systems.co.uk/wp-content/uploads/Markforged-SolidWorks-Case-Study-Innova-Systems-UK.pdf

ตามมาดูการพิมพ์ 3 มิติ ลดระยะเวลาการผลิต Jig & Fixture ลงถึง 75%

by admin

SOLAXIS INGENIOUS MANUFACTURING, INC.

GROWING A DESIGN, TOOLING, AND MANUFACTURING

COMPANY WITH SOLIDWORKS AND STRATASYS SOLUTIONS

 

Solaxis Ingenious Manufacturing, Inc. เป็นบริษัทที่เชี่ยวชาญด้านการพิมพ์ 3 มิติ, งานสแกน 3 มิติ, การสร้างต้นแบบ, Jig Fixture และTooling ซึ่ง Solaxis ได้เติบโตขึ้นเป็นหนึ่งในบริษัทผู้ผลิตรายใหญ่ในประเทศแคนนา ความสำเร็จดังกล่าวเกิดจากการนำเอาเทคโนโลยีทั้งทางด้านซอฟต์แวร์ช่วยในการออกแบบ (SolidWorks), และ Stratasys 3D Printer เข้ามาประสานกันได้อย่างยอดเยี่ยม

ด้วยโซลูชันของ SolidWorks และ Stratasys จึงทำให้ Solaxis สามารถผลิต Jig & Fixture และเครื่องมือเฉพาะด้านที่ช่วยในการผลิตได้รวดเร็วขึ้น วิธีการออกแบบและพัฒนา Jig & Fixture โดยทั่วไปสามารถทำได้ในระยะเวลาตั้งแต่ 12 – 14 สัปดาห์ แต่ในปัจจุบัน Solaxis สามารถจัดการทั้งหมดตั้งแต่การออกแบบจนถึงผลิต Jig & Fixture โดยใช้ซอฟต์แวร์ SolidWorks และ Stratasys  3D Printing ซึ่งใช้เวลาเพียง 3 สัปดาห์ เท่านั้น ทำให้สามารถลดระยะเวลาในการผลิต Jig & Fixture ลงถึง 75% เมื่อเทียบกันกับเทคนิคแบบดั้งเดิม

นอกเหนือจากที่เทคโนโลยีนี้ช่วยให้การพัฒนาการออกแบบสร้าง Jig & Fixture และเครื่องมือเฉพาะด้านแล้ว โซลูชันของ SolidWorks และ Stratasys 3D Printing ยังทำให้ Solaxis สามารถนำเสนอแนวทางการเพิ่มประสิทธิภาพและความปลอดภัยในการทำงานให้กับทางลูกค้าด้วย ยกตัวอย่างเช่น ในการพัฒนา Jig สำหรับกระบวนการผลิตยานยนต์ที่มีขนาด 36*24 นิ้ว Solaxis สามารถลดน้ำหนังของ Jig จาก 68 กิโลกรัม ให้เหลือเพียงประมาณ 12.7 กิโลกรัมเท่านั้น หลังจากการพัฒนาในครั้งนี้ไม่เพียงแต่ลดระยะเวลาและเพิ่มปลอดภัยต่อการใช้งานเท่านั้น แต่ยังช่วยเพิ่มกำลังการผลิตขึ้นอีก 15 % อีกด้วยเช่นกัน

 

Solaxis คาดว่าจะได้รับประโยชน์เพิ่มเติมในอนาคตด้วยการผสมผสานกันระหว่าง Finite Element Analysis (FEA) Simulation ของซอฟต์แวร์ SolidWorks กับ 3D Printer ของ Stratasys ซึ่งนั้นคือ การวางแผนเกี่ยวกับการผลิตชิ้นงาน 3 มิติ โดยใช้ FEA มาตรวจสอบประสิทธิภาพ และเพื่อเพิ่มอายุการใช้งานของ Jig & Fixture และเครื่องมือต่างๆ จากการออกแบบและการพัฒนาในอนาคตต่อไป

หากสนใจในเทคโนโลยีเพื่อช่วยให้การพัฒนาการออกแบบสร้าง Jig & Fixture และเครื่องมือเฉพาะด้านแล้วสามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้โดยตรงที่ บริษัท แอพพลิแคด จำกัด โทร.  02-744-9045 หรือ https://www.applicadthai.com/3d-printer/contact/

บทความ: ศักดิณรงค์ ช่วยนุกูล 3DP

ตามมาดูการพิมพ์ 3 มิติ ลดระยะเวลาการผลิต Jig & Fixture ลงถึง 75%

by admin

SOLAXIS INGENIOUS MANUFACTURING, INC.

GROWING A DESIGN, TOOLING, AND MANUFACTURING

COMPANY WITH SOLIDWORKS AND STRATASYS SOLUTIONS

 

Solaxis Ingenious Manufacturing, Inc. เป็นบริษัทที่เชี่ยวชาญด้านการพิมพ์ 3 มิติ, งานสแกน 3 มิติ, การสร้างต้นแบบ, Jig Fixture และTooling ซึ่ง Solaxis ได้เติบโตขึ้นเป็นหนึ่งในบริษัทผู้ผลิตรายใหญ่ในประเทศแคนนา ความสำเร็จดังกล่าวเกิดจากการนำเอาเทคโนโลยีทั้งทางด้านซอฟต์แวร์ช่วยในการออกแบบ (SolidWorks), และ Stratasys 3D Printer เข้ามาประสานกันได้อย่างยอดเยี่ยม

ด้วยโซลูชันของ SolidWorks และ Stratasys จึงทำให้ Solaxis สามารถผลิต Jig & Fixture และเครื่องมือเฉพาะด้านที่ช่วยในการผลิตได้รวดเร็วขึ้น วิธีการออกแบบและพัฒนา Jig & Fixture โดยทั่วไปสามารถทำได้ในระยะเวลาตั้งแต่ 12 – 14 สัปดาห์ แต่ในปัจจุบัน Solaxis สามารถจัดการทั้งหมดตั้งแต่การออกแบบจนถึงผลิต Jig & Fixture โดยใช้ซอฟต์แวร์ SolidWorks และ Stratasys  3D Printing ซึ่งใช้เวลาเพียง 3 สัปดาห์ เท่านั้น ทำให้สามารถลดระยะเวลาในการผลิต Jig & Fixture ลงถึง 75% เมื่อเทียบกันกับเทคนิคแบบดั้งเดิม

นอกเหนือจากที่เทคโนโลยีนี้ช่วยให้การพัฒนาการออกแบบสร้าง Jig & Fixture และเครื่องมือเฉพาะด้านแล้ว โซลูชันของ SolidWorks และ Stratasys 3D Printing ยังทำให้ Solaxis สามารถนำเสนอแนวทางการเพิ่มประสิทธิภาพและความปลอดภัยในการทำงานให้กับทางลูกค้าด้วย ยกตัวอย่างเช่น ในการพัฒนา Jig สำหรับกระบวนการผลิตยานยนต์ที่มีขนาด 36*24 นิ้ว Solaxis สามารถลดน้ำหนังของ Jig จาก 68 กิโลกรัม ให้เหลือเพียงประมาณ 12.7 กิโลกรัมเท่านั้น หลังจากการพัฒนาในครั้งนี้ไม่เพียงแต่ลดระยะเวลาและเพิ่มปลอดภัยต่อการใช้งานเท่านั้น แต่ยังช่วยเพิ่มกำลังการผลิตขึ้นอีก 15 % อีกด้วยเช่นกัน

 

Solaxis คาดว่าจะได้รับประโยชน์เพิ่มเติมในอนาคตด้วยการผสมผสานกันระหว่าง Finite Element Analysis (FEA) Simulation ของซอฟต์แวร์ SolidWorks กับ 3D Printer ของ Stratasys ซึ่งนั้นคือ การวางแผนเกี่ยวกับการผลิตชิ้นงาน 3 มิติ โดยใช้ FEA มาตรวจสอบประสิทธิภาพ และเพื่อเพิ่มอายุการใช้งานของ Jig & Fixture และเครื่องมือต่างๆ จากการออกแบบและการพัฒนาในอนาคตต่อไป

หากสนใจในเทคโนโลยีเพื่อช่วยให้การพัฒนาการออกแบบสร้าง Jig & Fixture และเครื่องมือเฉพาะด้านแล้วสามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้โดยตรงที่ บริษัท แอพพลิแคด จำกัด โทร.  02-744-9045 หรือ http://www.applicadthai.com/3d-printer/contact/

บทความ: ศักดิณรงค์ ช่วยนุกูล 3DP

ที่มา: http://www.applicadthai.com

เครื่องพิมพ์สามมิติ อยากได้อะไรก็แค่ CTRL+P ตอนที่ 2 จากแบบจำลองสู่ชิ้นงานจริง

by admin 0 Comments

จากตอนที่แล้ว เครื่องพิมพ์สามมิติ อยากได้อะไรก็แค่ Ctrl+P ตอนที่ 1 เครื่องพิมพ์สามมิติคืออะไร เราได้ทำความเข้าใจเกี่ยวกับการพิมพ์สามมิติและเทคนิคการพิมพ์สามมิติแบบต่างๆมาแล้ว เรามาดูกันว่า กว่าจะเป็นชิ้นงานซักชิ้นหนึ่ง จากจินตนาการในสมอง (หรือบรีฟของลูกค้า) มาเป็นแบบจำลอง โมเดลสามมิติในคอม จนกลายเป็นชิ้นงานจริงๆในที่สุด เราจะต้องทำอะไรบ้าง

จากจินตนาการสู่แบบจำลอง

ไม่ว่าจะเลือกใช้เทคนิคการพิมพ์สามมิติแบบไหน หลักการการพิมพ์แบบสามมิติก็เหมือนๆ กัน คือ เครื่องจะอ่านการออกแบบจากไฟล์ STL (Standard Tesselletion Language – STL) เพื่อสร้างชิ้นงานจากชุดข้อมูล การสร้างแต่ละชั้นจะสอดคล้องกับกลุ่มตัวอย่างเสมือนจริงจากรูปแบบที่ออกแบบไว้นั่นเอง

การสร้างแบบจำลองหรือโมเดลสามมิติด้วยคอมพิวเตอร์

ปกติแล้วการพิมพ์สามมิติในวงการอุตสาหกรรมจะขึ้นรูปแบบพิมพ์สามมิติที่ต้องการขึ้นมาเอง แต่ปัจจุบันการขึ้นรูปแบบพิมพ์สามมิติที่ต้องการขึ้นมาเองเปลี่ยนไปสู่การทำแบบพิมพ์มาตรฐานและเปิดให้คนทั่วไปสามารถปรับแต่งได้เองพอสมควรรวมถึงราคาของเครื่องมือที่ต่ำลง ทำให้การเข้าถึงแบบพิมพ์สามมิตินั้นง่ายขึ้นมาก

หน้าตาโปรแกรมสร้างแบบจำลองสำหรับพิมพ์สามมิติ SOLIDWORKS แอบถามมาได้ว่าราคาโปรแกรมนี่เลขเจ็ดหน่วยนะครับ ;w;

โดยโปรแกรมที่สามารถใช้กับงานพิมพ์สามมิติมีหลายแบบ ทั้งฟรีและเสียเงิน ซึ่งไอ้ที่เสียเงินนั้นเท่าที่ลองถามดูแล้วแพงมาก ราคาประมาณเลขหกหลัก ตัวอย่างเช่น CAD, SOLIDWORKS, NX

โปรแกรมฟรีสำหรับสร้างแบบจำลองสำหรับการพิมพ์สามมิติ

อันนี้เท่าได้ลองใช้ดูมี Tinkercad เป็นของ Autodesk แต่อยากบอกว่ามันใช้ยากมากสำหรับคนที่เคยชินกะการใช้ sketchup แบบว่าทำพวงกุญแจอันนึงใช้เวลาเป็นชั่วโมง เป็นอะไรที่ต้องฝึกใช่บ่อยๆเหมือนกัน

3d

ส่วนโปรแกรมอีกตัวนึงที่ใช้แปลงไฟล์ให้เป็น STL ที่เอามาลงคือ MakerBot แต่มันลงไม่ได้ไม่รู้ทำไมเหมือนกัน 555

ก่อนจะพิมพ์ จะเลือกวัสดุที่ใช้ยังไง

วัสดุที่สามารถใช้พิมพ์สามมิติได้มีหลายชนิดมาก ขึ้นอยู่กับการใช้งานชิ้นงานนั้นๆว่าจะเอาไปใช้ทำอะไร ซึ่งวัสดุที่นิยมใช้มากที่สุดคือ…

1. เส้นพลาสติกแบบ ABS

เป็นเส้นพลาสติกที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในการพิมพ์ชิ้นงาน โดยใช้อุณหภูมิที่หัวฉีดร้อนอยู่ที่ 215 ถึง 250 องศาเซลเซียส แต่มีข้อเสียคือเมื่อหลอมแล้วจะเกิดไอระเหยออกมาที่เป็นอันตรายต่อคนและสัตว์เลี้ยง โดยเส้นพลาสติก ABS นี้มีส่วนผสมของอะซิโตน ทำให้พื้นผิวของชิ้นงานเรียบเนียน

2. เส้นพลาสติกแบบ PLA

เป็นเส้นพลาสติกที่ทำจากวัตถุดิบชีวภาพ เช่น ข้าวโพดหรือมันฝรั่ง ใช้อุณหภูมิที่หัวฉีดพลาสติกอยู่ที่ 160 ถึง 220 องศาเซลเซียส เมื่อเส้นพลาสติก PLA ละลายจะมีกลิ่นคล้ายๆ ป๊อปคอร์นซึ่งไม่เป็นอันตรายและไม่เป็นพิษต่อสิ่งแวดล้อม นอกจากนั้นในการพิมพ์ชิ้นงานด้วย PLA ไม่จำเป็นต้องใช้ฐานวางชิ้นงานแบบร้อนแต่จะใช้ก็ได้เพราะฐานของชิ้นงานจะเรียบกว่าไม่ใช้

3. เส้นพลาสติกแบบ PVA

เป็นเส้นพลาสติกที่มีการผสมผสานกันหลายสี ใช้อุณหภูมิที่หัวฉีดพลาสติกอยู่ที่ 190 องศาเซลเซียส วัสดุแบบนี้ละลายน้ำได้ ชิ้นงานที่สร้างด้วยเส้นพลาสติกชนิดนี้ต้องระวังเรื่องความชื้นเพราะอาจส่งผลใช้ชิ้นงานเสียหายหรือสลายไปได้

เครื่องพิมพ์สามมิติที่พิมพ์ชิ้นงานด้วยแก้ว

นอกจากการใช้เส้นพลาสติกดังที่ได้กล่าวมาแล้วยังมีการพัฒนาให้เครื่องพิมพ์ 3 มิติพิมพ์ชิ้นงานจากวัสดุอื่นได้ด้วยแต่ต้องมีการดัดแปลงในส่วนของส่วนควบคุมการป้อนวัสดุและหัวฉีด โดยต้องเปลี่ยนเป็นกระบอกฉีดที่เชื่อมต่อกับส่วนควบคุมการป้อนวัสดุที่ทำมาเฉพาะเพื่อที่จะฉีดวัสดุพวกซิลิโคน เซรามิก แก้ว หรือแม้แต่ ช็อกโกแลต น้ำตาล แป้ง

Tiny Chain, near 20 DPI

การพิมพ์สามมิติโดยใช้น้ำตาล

จากแบบจำลองสู่ชิ้นงานจริง

– ขอขอบคุณ คุณ PopZaDekBa สำหรับประสบการณ์การทำงานกับเครื่องพิมพ์สามมิติและรูปภาพที่ใช้ในบทความนี้

ไม่ว่าจะเลือกเครื่องพิมพ์สามมิติ วัสดุ และเทคนิคการพิมพ์แบบไหนก็ตาม ขั้นตอนหลักๆก็จะมี 6 ขั้นตอน

1. CAD หรือ สร้างแบบจำลองด้วยโปรแกรม

1445870540415

2. แปลงไฟล์แบบจำลองที่ทำเสร็จแล้วให้เป็นไฟล์ STL จากนั้นเอาไฟล์ STL ไปลงในคอมเครื่องที่ควบคุมเครื่องพิมพ์

14438802965191445870549603

3. เตรียมเครื่องพิมพ์ให้พร้อม ทั้งวัสดุที่ใช้ ถาดรอง วัสดุ support ต่างๆ (เทปกาวสีฟ้ามีไว้เพื่อให้พลาสติกที่ใช้พิมพ์ติดกับฐาน อันนี้แล้วแต่ชนิดของเครื่องพิมพ์สามมิติและวัสดุที่ใช้)

1445870555137

4. นี่คือขั้นตอนที่ใช้เวลานานที่สุด กดปุ่มพิมพ์แล้วหนีไปทำงานอย่างอื่นรอได้เลย แต่หาเวลามาเช็คสภาพชิ้นงานมั่ง หลังจากหลายนาที ชั่วโมง หรืออาจจะเป็นวันขึ้นอยู่กับรายละเอียดและขนาดของชิ้นงาน

wpid-1445870558200.jpg1445870769569

พอเสร็จแล้วก็จัดการแกะเอาชิ้นงานออกจากเครื่องพิมพ์ ขั้นตอนนี้ต้องทำแบบเบามือที่สุดไม่งั้นชิ้นงานจะเสียหาย (ชิ้นส่วนสีฟ้าคือ support ส่วนชิ้นงานคือส่วนที่เป็นสีขาว)

1445870776446

5. จัดการเก็บรายละเอียด ปัดผงวัสดุ แกะตัว support ออก

wpid-1443249260026.jpg1445870782898

6. ชิ้นงานที่เสร็จสมบูรณ์พร้อมที่จะเอาไปใช้งาน หรือลงสีเพื่อความสวยงาม

1445870819760 (1)

 

Cr. iamneutrino

3D CAD for 3D PRINTING

by admin 0 Comments

เทคโนโลยีที่ทันสมัยสามารถช่วยเหลือการทำงานในปัจจุบันให้ทำงานได้ง่ายและรวดเร็วมากยิ่งขึ้น รวมถึงได้มีส่วนในการยกระดับคุณภาพการทำงานให้ดียิ่งขึ้น โดยเฉพาะงานทางด้านวิศวกรรม ถ้ามองย้อนไปในอดีตที่เทคโนโลยีต่างๆ มีขีดจำกัด ไม่ว่าจะด้านการเขียนแบบ เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ เทคโนโลยีของวัสดุ รวมไปถึงเครื่องจักรเพื่อการผลิตและวิธีการผลิตรูปแบบต่างๆ ที่ทำให้งานตั้งแต่การออกแบบไปจนถึงผลิตมีความผิดพลาดและล่าช้าอย่างมาก

ยกตัวอย่างงานที่เป็นชิ้นส่วนพลาสติกจะต้องออกแบบให้เสร็จ แล้วไปสร้างแม่พิมพ์เพื่อทดลองฉีด ถ้าไม่ได้ก็ต้องปรับแบบงาน ในการปรับแบบงานก็ต้องปรับแม่พิมพ์ด้วย รวมถึงพารามิเตอร์ในการฉีดลองผิดลองถูกแบบนี้ไปจนกว่าจะได้ เพราะไม่รู้สาเหตุหลักที่ทำให้เกิดการผิดพลาดนั้นๆ ซึ่งทำให้เสียเวลา เสียเงินทอง และที่สำคัญคือเสียโอกาสทางธุรกิจ ยิ่งถ้ามองระดับการแข่งขันในปัจจุบันที่เข้มข้นขึ้นทุกวัน เราไม่สามารถมาลองผิดลองถูกแบบนั้นได้แล้ว คู่แข่งในตลาดล้วนใช้งาน 3D CAD หมดแล้ว ซึ่งโปรแกรม SolidWorks ก็เป็นทางเลือกที่ตลาดเลือกใช้กันมากที่สุด

ระบบการผลิตในยุคปัจจุบัน สิ่งหนึ่งที่เริ่มเข้ามามีบทบาทที่ทำให้เห็นภาพชิ้นงานได้ชัดเจนคือ 3D Printing ซึ่งถ้าจะมองง่ายๆ มันก็คือเครื่องปริ้นท์สำหรับคนออกแบบ จะแปลกอะไรในเมื่อพนักงานออฟฟิตสามารถพิมพ์งานออกมาเป็นกระดาษได้ คนออกแบบก็สามารถพิมพ์ส่วนที่เขาออกแบบมา เพื่อดูว่าสิ่งที่เขาออกแบบนั้นเป็นอย่างไรได้เช่นกัน โดยการปริ้นท์ก็มีทั้งในส่วนที่ปริ้นท์แล้วเอาไปใช้ได้เลย กับอีกรูปแบบคือปริ้นท์เพื่อเป็นงานต้นแบบ ดูรูปร่าง ดูขนาด ดูฟังก์ชั่นการทำงาน ก่อนที่จะมีการผลิตจริง ซึ่งแน่นอนว่าไฟล์งานที่จะใช้นั้นจะต้องมีการออกแบบมาจากซอร์ฟแวร์สามมิติหรืออาจจะมาจากไฟล์ที่เกิดจากการสแกนด้วยเครื่องเลเซอร์สแกน ซึ่งโปรแกรม SolidWorks ก็ตอบโจทย์นี้ได้แบบสบายๆ

Article_SolidWorks_15_05_01

Article_SolidWorks_15_05_02

Print 3D

        กระบวนการพิมพ์ก่อนหน้านี้ทางเครื่องพิมพ์ 3 มิติ สามารถรับไฟล์ที่มีนามสกุล *.stl จาก 3D CAD ใดๆ หรืออาจจะมาจากการสแกน โดยจะมีการ Import เข้าสู่โปรแกรมที่มากับเครื่องประเมินจำนวนการใช้วัสดุ จัดวางตำแหน่งที่ต้องการแล้วก็สั่งพิมพ์ได้ ทั้งนี้ด้วยความสามารถของโปรแกรม SolidWorks 2015 และ Windows 8.1 ที่มีไดร์เวอร์ของเครื่องพิมพ์ 3 มิติ ติดตั้งไว้เราสามารถเลือกคำสั่ง 3D Print จากเมนู File และกำหนดคุณสมบัติบางส่วน จากนั้นก็สามารถปริ้นชิ้นงานได้เลย

Article_SolidWorks_15_05_03

Article_SolidWorks_15_05_04


       การผลิตแบบ 3D Printing นี้ ไม่ได้มีเฉพาะในต่างประเทศหรือเป็นเพียงแค่กรณีศึกษาเท่านั้น ลองย้อนมามองในบ้านเราในช่วง 3-4 ปีมานี้ค่อนข้างจะดังพอสมควร โดยเฉพาะการทำงานต้นแบบเพื่อลดต้นทุนการทำชิ้นงานต้นแบบ แต่จริงๆ แล้วปัจจุบันสามารถนำชิ้นส่วนนั้นๆ ไปใช้งานได้จริงๆ ทั้งนี้ขอยกตัวอย่างหนึ่งที่เป็นเคสของต่างประเทศ หนึ่งในเรื่องราวที่น่าสนใจที่จะนำมาเล่าสู่กันฟังคือเรื่องของเอ็มม่า เธอเกิดมามีปัญหาเกี่ยวกับร่างกายที่เรียกว่า Arthrogryposis Multiplex Congenita (AMC) โดยจะทำให้ร่างกายไม่แข็งแรง ข้อต่อมีปัญหาและหลักๆ คือกล้ามเนื้ออ่อนแรง ซึ่งนั่นทำให้เธอมีปัญหาในการใช้ชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็น การเล่น วาดภาพ หรือแม้แต่จะกอดกับพ่อแม่

Article_SolidWorks_15_05_05

       ด้วยความช่วยเหลือของ SolidWorks และ 3D Printer ในที่สุดเอ็มม่าก็สามารถใช้แขนของเธอกับหุ่นยนต์ที่ชื่อ Wilmington Robotic Exoskeleton (WREX) โดย Wrex จะช่วยเพิ่มการเคลื่อนไหวโดยใช้แถบยางยืดที่สมดุลและช่วยต่อสู้กับแรงโน้มถ่วงโลกทำให้การเคลื่อนไหวดีขึ้น

       เนื่องจากอุปกรณ์ที่ทำมักจะมาจากโลหะ แต่เดิมหนักเกินไปสำหรับเด็กเล็ก เช่น เอ็มม่าที่จะสวมใส่ ใช้ ด้วยซอร์ฟแวร์ SolidWorks ได้ช่วยให้การออกแบบได้งานที่มีน้ำหนักเบาและจากนั้นก็ส่งไปพิมพ์ 3 มิติ สร้างขนาดต่างที่เป็นชิ้นส่วนพลาสติกเพื่อตอบสนองความต้องการที่เปลี่ยนแปลงของกรอบการเติบโตของเอ็มม่า

       เอ็มม่าให้ชื่ออุปกรณ์พลาสติก 3 มิติ นี้ว่า “Magic Arms” ด้วยแรงบันดาลใจจากเรื่องราวของเธอ องค์กรไม่แสวงหากำไรที่เรียกว่า Magic Arms ก็ได้ก่อตั้งขึ้นในปี 2012 โดย Eric Jenson and Tom Kramer. Magic Arms มีความมุ่งมั่นที่จะให้บริการอุปกรณ์ Wrex เพื่อเด็กทุกคนที่ต้องการ เพราะมีเด็กหลายพันคนที่เกิดมาพร้อมกับสภาพเหมือนเอ็มม่าในทุกๆ ปี

Article_SolidWorks_15_05_06

       ตั้งแต่การประชุมครั้งแรกในปี 2015, Magic Arms ได้เปลี่ยนชีวิตของเด็กๆในหลายๆครอบครัว ขั้นตอนต่อไปคือการทำให้อุปกรณ์ชุดนี้เข้าถึงในทุกครอบครัวในราคาไม่แพงและยั่งยืนสำหรับเด็กๆ ที่ต้องการมัน โดยการพัฒนาการจัดจำหน่ายและปรับปรุงอุปกรณ์ให้บรรลุเป้าหมาย แต่การระดมทุนเพิ่มเติมเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อการผลิตอุปกรณ์ได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ

Article_SolidWorks_15_05_07

BY…Jaray M.